Tips and How To in Everyday Life!

Wednesday, April 29, 2009

การนอนกรนแบบมีอาการหยุดหายใจร่วมด้วย

ผู้ชายอายุระหว่าง 30-60 ปี กว่า 24% นอนกรนและมีอาการหยุดหายใจ

นาย แพทย์พิชัย นำศิริกุล หัวหน้าทีมแพทย์ ศูนย์รักษาการนอนกรนและโรคหยุดหายใจด้วยเครื่องมือในช่องปาก กล่าวว่า การนอนกรนมี 2 รูปแบบด้วยกัน แบ่งเป็นผู้ที่มีปัญหานอนกรนอย่างเดียว และผู้มีปัญหานอนกรนแบบมีอาการหยุดหายใจร่วมด้วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่า คนไทยจำนวนมากมีอาการนอนกรนจากสาเหตุละเลยดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารรสหวานเกินปริมาณจนอ้วน




จากสถิติพบว่า กลุ่มนอนกรนอย่างเดียวจะไม่มีปัญหาสุขภาพมากนัก การรักษาจะทำเพื่อลดเสียงกรนที่สร้างความรำคาญกับคนรอบข้าง แต่ก็ควรติดตามอาการของตนเอง เพราะสามารถพัฒนาสู่การกรนแบบหยุดหายใจร่วมด้วยได้ ซึ่งกลุ่มนี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจมีอันตรายต่อชีวิต

วิธีหนึ่ง คือการใช้เครื่องมือผ่านช่องปาก MAS (mandibular advancement splint) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือรักษาเฉพาะบุคคล เครื่องมือนี้จะช่วยเพิ่มทางเดินหายใจ ช่วงบน ด้วยการเลื่อนขากรรไกรและโคนลิ้นออกมาเล็กน้อย ทำให้มีพื้นที่สำหรับทางเดินอากาศมากขึ้น ขณะเวลานอนและลดเสียงกรน

ข้อมูลจาก DLife หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Monday, April 27, 2009

Tracking H1N1 Swine Flu: ติดตามสถานการณ์ไข้หวัดหมูด้วย Google Maps

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ ข่าวไข้หวัดใหญ่ H1N1 Swine Flu หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ที่เกิดในประเทศเม็กซิโก (ชื่อตามที่กระัทรวงสาธารณสุขบอกให้เรียก เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดวิตกจนเกินไปในผู้บริโภคเนื้อสุกร) ไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดนก แต่ระบาดเร็วกว่า

ผมนำแผนที่จาก Google Maps ซึ่งมีผู้จัดทำขึ้นเพื่อ update ข้อมูลการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่นี้ มาฝากพวกเราที่สนใจครับ

เครื่องหมายสีชมพูคือผู้ที่น่าสงสัยว่าจะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ H1N1 Swine Flu
เครื่องหมายสีม่วง คือผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ H1N1 Swine Flu
ถ้าภายในเครื่องหมายไม่มีจุด หมายถึงเสียชีวิตแล้ว
เครื่องหมายสีเหลือ คือผู้เข้าข่ายติดเชื้อ แต่พิสูจน์แล้วว่าไม่ติดเชื้อ H1N1 Swine Flu


View H1N1 Swine Flu in a larger map

อย. เตือน ระวังสารแอฟลาท็อกซินจากการบริโภคพริกป่น ถั่วลิสงป่น ส่วนน้ำส้มสายชูระวังของปลอม

อย. เตือนการบริโภคพริกป่นถั่วลิสงป่นที่อยู่ในเครื่องปรุงอาหารอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสาร
แอฟลาท็อกซินจากเชื้อราซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ส่วนการบริโภคนํ้าส้มสายชูอาจพบนํ้าส้มสายชูปลอม ที่มีความเป็นกรดสูงเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารและลําไส้ ควรเลือกซื้อนํ้าส้มสายชูที่บรรจุในขวดแก้วที่ ฉลากระบุเครื่องหมายอย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลักเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค


นพ. นรังสันต์ พีรกิจรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่าปัจจุบันในการรับประทาน
อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวนอกจากเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ต้องคอยระมัดระวังในเรื่องของสุขลักษณะที่ต้องมาจากโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี และต้องไม่มีการใช้สารกันเสียเกินมาตรฐานแล้ว เครื่องปรุงก็ถือเป็นวัตถุดิบอีกชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารอันตราย และไม่ควรมองข้ามความปลอดภัยโดยเฉพาะพริกป่นถั่วลิสงป่นและนํ้าส้มสายชู โดยพริกป่นและถั่วลิสงป่นมักมีการตรวจพบสารแอฟลาท็อกซินซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา หากร่างกายได้รับสารพิษอย่างต่อเนื่องจะเกิดการสะสมของสารพิษกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกรับประทานพริกป่นและถั่วลิสงป่นที่สะอาดไม่มีเชื้อราและควรเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 3-5 วัน  พร้อมทั้งจัดเก็บในภาชนะที่สะอาดและแห้ง

รองเลขาธิการฯกล่าวต่อไปว่าสําหรับน้ำส้มสายชู อาจมีผู้ประกอบการบางรายผลิตนํ้าส้มสายชู
ปลอมซึ่งส่วนใหญ่ทํามาจากกรดนํ้าส้มหรือกรดชนิดอื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรมเช่นนํากรดซัลฟิวริกหรือ
กรดกํามะถันมาเจือจางแล้วแบ่งขายซึ่งไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคเพราะจะทําให้เกิดอันตรายต่อกระเพาะอาหารและลําไส้เนื่องจากมักจะมีปริมาณกรดที่สูงเกินไปทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถสังเกตนํ้าส้มสายชูที่ปลอดภัยต่อการบริโภคได้ โดยการดูพริกดองในนํ้าส้มถ้าสีพริกดองมีสีสดใสเนื้อพริกไม่เปื่อยเละแสดงว่าสามารถรับประทานได้และควรหลีกเลี่ยงนํ้าส้มสายชูที่บรรจุในภาชนะพลาสติกเพราะนํ้าส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด หากบรรจุไว้เป็นเวลานานอาจเกิดการกัดกร่อนทําให้กิดการปนเปื้อนของโลหะหนักได้ ดังนั้นควรเลือกซื้อนํ้าส้มสายชูที่บรรจุในขวดแก้ว และที่สําคัญใ้ห้สังเกตดูฉลากอาหารต้องมีเครื่องหมายอย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลักจึงจะจัดเป็นอาหารปลอดภัย

ที่มา:  อย.

Thursday, April 23, 2009

ผิวขาวๆ กับมะเร็งผิวหนัง

เทรนด์ผิวขาวกำลังมาแรงจริงๆ  ใครที่ตัวดำ ผิวคล้ำก็พากันหาวิธีให้ผิวขาวผ่องเป็นยองใย โดยไม่รู้ว่าผิวขาวๆ ที่อยากได้ อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเป็น "มะเร็งผิวหนัง" ขึ้นมาก็ได้

เพราะการทำผิวขาว คือการไปยับยั้งทำลายการสร้างเม็ดสีเมลานิน ตัวการที่ทำให้ผิวดำ ผิวคล้ำ ที่สาวๆ ไม่ต้องการ และเม็ดสีที่ว่านี้คือเกราะอย่างดี ที่คอยป้องกันไม่ให้แสงยูวีที่มีอยู่ในแสงแดดมาทำร้ายผิวได้
ยิ่งผิวถูกทำร้ายถูกแดดแผดเผามากเท่าไร ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มะเร็งผิวหนังถามหามากขึ้นเท่านั้น

มีการพบว่าประเทศที่ ติดอันดับเป็นมะเร็งผิวหนังสูงที่สุดในโลกนั้นอยู่ที่ ออสเตรเลีย เพราะแสงแดดที่นั่นแรงมาก ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว  ส่วนประเทศที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย เป็นประเทศในแถบแอฟริกาชุมนุมคนผิวดำทั้งทวีป


นอกจากแสงยูวีแล้ว เม็ดไฝ ตุ่มเม็ดสี หรือผื่นยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีก โดยเฉพาะตุ่มหรือไฝที่ผิดปกติ เจ็บ คัน รูปทรงไม่สมดุล ขอบไม่ชัด สีสันเปลี่ยนไป หนา นูนแปลกไปกว่าปกติ มีขนาดใหญ่เกิน 6 ม.ม. หรืออาจจะมีแผลแตกเลือดออก ถ้ามีอาการแบบนี้ให้่รีบพบแพทย์ผิวหนัง ถึงแม้มะเร็งผิวหนังจะยังไม่ได้ถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับต้นๆ ของโรคที่คร่าชีวิตผู้คนแต่ก็ควรระมัดระวังไว้จะดีกว่า

รศ.น.พ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันไว้ ในงานสัมมนา "เรียนรู้จักโรคมะเร็งผิวหนัง" ที่จัดขึ้นโดยลาโรช-โพเซย์ ว่า...ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นทั้งแสงแดด สารเคมี บุหรี่ หมั่นตรวจผิวพรรณเป็นประจำ และควรป้องกันตัวเองจากแสงแดด

การป้องกันตัวเองจากแสงแดดนั้น มีข้อแนะนำดังนี้

1.หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดในช่วง 11.00-15.00 น. ที่ถือว่าเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด

2.ใส่ หมวก สวมแว่น ใช้ร่ม หรือใส่เสื้อผ้าที่ป้องกันแสงได้ พึงรู้ไว้ว่า ผ้าที่ทอดี เนื้อแน่น จะป้องกันแสงได้ดีกว่าผ้าโปร่งบาง และสีของเสื้อไม่เกี่ยวกับการป้องกันด้วย

3.เลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี

4.ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ และควรทาให้ครบทั้งหน้า คอ มือแขน

5.ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

ที่มา: Variety Health หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Tuesday, April 21, 2009

คุณเป็นนักปฏิบัติหรือเป็นคนช่างฝัน?

ถ้าอยากทราบคุณเป็นนักปฏิบัติ หรือว่าเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นด้วยจินตนาการ  เพียงแค่ตอบคำถามไม่กี่ข้อที่ 
http://feeds.blogthings.com/areyouadreameroradoerquiz/ ก็ได้ทราบคำตอบแล้วครับ




You Are a Doer





You are primarily concerned with what is actual. You tend to be a practical person.

You love to stay busy, and you are always immersed in projects.



You are in touch with your senses, and you enjoy indulging them. You're likely a crafter of some sort.

You crave different sensations in life, whether it's working with your hands, playing sports, or eating your favorite meal.

Monday, April 20, 2009

ลุกนั่งอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง

ดอกเตอร์นิโคล ลีเดอท ไคโรแพรกเตอร์ จากประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในทีมแพทย์ของคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ สถาบันที่ให้บริการคำปรึกษา รักษาผู้มีปัญหาโครงสร้างกระดูกสันหลังและระบบประสาท ระบุไว้ว่านอกจากการยกของหนักไม่ถูกท่า วิธีการนั่งต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะเพาะเชื้อทำให้ "ปวดหลัง" ขึ้นมาได้
  • นั่งเก้าอี้ไม่มีพนักพิง
  • นั่งจมลงไปในเก้าอี้
  • นั่งเก้าอี้ไม่เหมาะสมกับโต๊ะ
  • นั่งชิดแป้นพิมพ์หรือเมาส์เกินไป
  • นั่งเท้าไม่สัมผัสพื้น
  • นั่งนานเกินแบบไม่ลุกไปไหน


ส่วนวิธีหลีกลี้หนีปวดหลังนั้น อยู่ที่การปรับพฤติกรรมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการ "นั่ง" ที่ต้องคำนึงทั้งเก้าอี้ อุปกรณ์ในการนั่ง และท่านั่ง วิธีนั่งอย่างถูกต้องไม่ให้ปวดหลังมีดังนี้

1.ควรนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง โดยมีความกว้างและลึกที่ทำให้หลังชนพนักเก้าอี้ได้พอดี เท้าต้องสัมผัสพื้น หรือให้หาที่วางขาและเท้าให้ได้เสมอกัน ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้ดึงเมาส์ไว้ใกล้ตัว และทุก 20-30 นาทีให้ลุกขึ้นผ่อนคลาย

2.นั่งหลังชิดพนักทุกครั้ง ไม่ควรนั่งเอน นั่งตัวไหล หรือตัวจมไปในเก้าอี้ จะทำให้หลังงอ

3.ไม่ควรนั่งเก้าอี้ที่ใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้ต้องเขยิบตัวขึ้นไปนั่ง ทำให้ขาไม่ได้รับน้ำหนัก หากเป็นคนตัวสูง ให้หาเบาะมารองนั่งจะช่วยทำให้ขารับน้ำหนักได้มากขึ้น

4.ถ้าต้องอ่านหนังสือที่อยู่บนโต๊ะที่ต่ำกว่าเก้าอี้มาก ควรหาแฟ้ม หรือกล่องมารองรับหนังสือ ป้องกันการปวดคอหรือปวดหลังท่อนบน

5.ถ้าต้องการยกของควรพยายามทำให้หลังโค้งเป็นธรรมชาติ เพราะส่วนโค้งของหลังเป็นส่วนที่รับน้ำหนักและพยุงหลังได้ดีที่สุด และควรยกสะโพกและงอเข่าช่วยทุกครั้ง เมื่อยกของหนัก

6.เวลายกของควรแยกขาออกจากกัน เพราะระยะระหว่างขาที่กว้างขึ้นจะช่วยรองรับน้ำหนักตัวและวัตถุที่ยก

7.ก่อนยกของพยายามเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกครั้ง เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องจะเป็นตัวช่วยพยุงหลังได้

8.ถ้าต้องเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่สิ่งของ ควรใช้วิธีหันไปทั้งตัว แทนการหมุนแต่ช่วงตัว และไม่ควรยกของในท่าที่แนบชิดลำตัว เพราะพึงรู้ไว้ว่า หลังสามารถรับน้ำหนักได้เพียง 100 ปอนด์เท่านั้น

ข้อมูลจาก D Life หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุุรกิจ

Saturday, April 18, 2009

How To Walk In High Heels รองเท้าส้นสูง เดินและทรงตัวอย่างไร?

Friday, April 17, 2009

การวางนิ้วบน keyboard และการจับ mouse อย่างถูกวิธี

ภาพที่นำมาฝากวันนี้เป็นภาพของการวางมือบนแป้น keyboard ระหว่างพิมพ์งาน รวมทั้งวิธีการจับ mouse อย่างถูกวิธี เพื่อให้นิ้วและมือของเราอยู่ในลักษณะที่ถูกลักษณะที่สุด เป็นการดูแลรักษามือและนิ้วไม่ให้เกิดอาการปวดเมื่อย และเกิดอาการบาดเจ็บในระยะยาว




นอกจากการวางมือที่ถูกวิธีแล้ว ยังควรปรับระดับ เก้าอี้ ให้อยู่ในท่าที่ดีที่สุด  โดยให้ยืนหน้าเก้าอี้แล้วปรับให้ระดับความสูงของเบาะที่นั่งเทียบเท่ากับ ความสูงของเข่า เวลานั่ง หลังพิงเบาะแล้วให้เหลือพื้นที่ระหว่างเก้าอี้และหัวเข่าด้านในเล็กน้อย พนักพิงเก้าอี้ควรมีส่วนโค้งเพื่อรองรับส่วนหลัง  เพียงเท่านี้เราก็สามารถลดอาการปวดเมื่อย ตึงกล้ามเนื้อเนื่องจากนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ได้แล้ว

Thursday, April 16, 2009

ทำไมห้ามใช้โทรศัพท์มือถือบนเครื่องบิน?

The Federal Aviation Administration (FAA) มีกฎห้ามใช้โทรศัพท์มือถือทุกชนิด ระหว่างที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ เพื่อป้องกันปัญหาที่สัญญานของโทรศัพท์มือถือ อาจจะรบกวนระบบนำร่องของเครื่องบิน และยังอาจจะทำให้ระบบการทำงานของเครื่องบินผิดพลาดไป  ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นความกังวลที่มากเกินไป แต่ FAA และคนส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะยังมีคำสั่งห้ามนี้อยู่ต่อไป เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับเครื่องบินและผู้โดยสาร




ความจริงแล้วการใช้โทรศัพท์มือถือบนเครื่องบิน มีผลกระทบต่อเครื่องบินน้อยกว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือเสียอีก   The Federal Communications Commission ยืนยันว่าการใช้โทรศัพท์มือถือบนเครื่องบินที่อยู่เหนือท้องผ้า มีผลกระทบโดยตรงกับเครื่อข่ายของการสื่อสารไร้สาย
สาเหตุเนื่องจากการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานที่อยู่บนพื้นดิน โดยผ่านเสาส่งสัญญาน  ถ้าหากเราอยู่บนเครื่องบิน ที่บินด้วยความเร็วหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง โทรศัพท์มือถือจะเชื่อมต่อกับเสาสัีญญานจำนวนหลายๆ แห่ง ทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่และอาจทำความวุ่นวายเสียหายให้กับระบบเครือข่ายสื่อสารทั่วโลกนั่นเอง

ที่มา: http://www.mentalfloss.com/blogs/archives/22729

Saturday, April 11, 2009

ทำไมถึงหัวล้าน? คำตอบคือ DHT ตัวการหัวล้าน

อาการ ผมบาง หรือศีรษะล้านในผู้ชายจะแสดงอาการได้ต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ กรรมพันธุ์หรือยีนส์ศีรษะล้าน และฮอร์โมนเพศชายหรือ testosterone ซึ่งผลิตจากลูกอัณฑะและต่อมหมวกไต แล้วจึงแพร่เข้าสู่กระแสเลือด ไหลเวียนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยที่หนังศีรษะจะเปลี่ยน testosterone ไปเป็นฮอร์โมนเพศชายอีกตัวหนึ่งชื่อว่า DHT หรือ Dihydrotestosterone โดยเอนไซม์ (enzyme) 5- alphareductase เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเกิดขึ้นในผู้ชายทุกคนเมื่อย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ผู้ชายทุกคนจึงมีทั้ง testosterone และ DHT เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ที่น่าสนใจคือ DHT มีฤทธิ์แรงกว่า testosterone ถึง 3 เท่า

น.พ.สุรเดช พงษ์รัตนานุกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมปลูกผมอธิบายว่า ผมร่วงและศีรษะล้านมีสาเหตุจากพันธุกรรมกว่าร้อยละ 90 คน ที่มีพันธุกรรมผมร่วง DHT จะไปขัดขวางกระบวนการสร้างเส้นผมปกติ และทำให้เซลล์รากผมฝ่อตัว ผมค่อยๆ หลุดร่วงในที่สุด ซึ่งผู้ชายมักมองข้ามความสำคัญของการรักษาที่ถูกวิธีจนเกิดปัญหา ส่งผลต่อบุคลิกและความมั่นใจ การรักษาจึงต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ลดปริมาณฮอร์โมน DHT ลง ซึ่งการใช้ยาเพื่อรักษาผมบางที่เกิดจากกรรมพันธุ์เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ แล้ว ได้ผลและปลอดภัย เนื่องจากเป็นการรักษาที่ชะลอการฝ่อตัวของเซลล์รากผม

คุณ หมอเน้นว่าผู้ที่ผมบาง ผมร่วงจนผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ เพราะสิ่งสำคัญคือ ต้องมีความอดทนในการทานยาต่อเนื่องไปตราบเท่าที่ฮอร์โมนเพศชายยังผลิตอยู่ อย่างน้อยใช้เวลา 3 เดือนถึงจะเห็นผล

ข้อมูลจาก D Life หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Wednesday, April 8, 2009

How Old Is Your Body: เช็คอายุร่างกายของคุณ

เรามักได้ฟังคำเปรียบเปรยว่า 'อายุเป็นเพียงตัวเลข'  ถ้าเราสามารถรักษาสุขภาพให้ดีเยี่ยม ร่างกายของเราก็จะอยู่ในสภาพที่อ่อนวัยกว่าความเป็นจริง

ถ้าอยากทราบว่าสภาพร่างกายของพวกเรามีอายุขนาดไหน มากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง  เพียงตอบคำถามไม่กี่ข้อก็ได้คำตอบแล้วครับ โดย Click ที่: http://feeds.blogthings.com/howoldisyourbodyquiz/




Your Body is 38 Years Old




Your body is younger than it should be. Congratulations!

You're taking good care of yourself, and it's definitely paying off.



Whether it's by accident or by choice, you're living a very healthy lifestyle.

Keep it up, and you're likely to live a long, vibrant life.

Tuesday, April 7, 2009

การแต่งหน้าทา lipstick ช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างไร

ผู้ชายที่เคยรำคาญในการรอภรรยา หรือแฟนที่ใช้เวลาแต่งหน้านานนับชั่วโมง  คงต้องปรับทัศนคติใหม่แล้ว เพราะการแต่งหน้านอกจากทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การขยับของกล้ามเนื้อที่เกิดระหว่างการแต่งหน้าและทา lipstick เป็นการออกกำลังที่ช่วยให้การทรงตัวของร่างกายดีขึ้น ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับหญิงวัยชรา เพราะอุบัติเหตุลื่นล้มอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บขั้นร้ายแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิต


Dr Patricia Pineau จาก University of St Etienne ประเทศฝรั่งเศส ได้ทำการศึกษาหญิงสูงอายุระหว่าง 65 ถึง 85 ปี  พบว่าหญิงที่แต่งหน้าเป็นประจำ มีการทรงตัวและเคลื่อนไหวดีกว่าหญิงที่ไม่ได้แต่งหน้าเป็นประจำ หญิงเหล่านี้ยืนตัวตรงกว่าและประสพอุบัติเหตุลื่นล้มน้อยกว่าอีกด้วย  การศึกษาครั้งนี้จะถูกนำเสนอใน World Congress of Gerontology ที่ Paris ประเทศฝรั่งเศส  เมื่อปีที่แล้วก็มีการพบว่าการออกกำลังกายด้วยวิธีโยคะแบบเบาๆ ในผู้สูงอายุช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุร้ายแรงจากการลื่นล้ม


ในแต่ละปี ที่ประเทศอังกฤษมีผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี จำนวนกว่า 700,000 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากอุบัติเหตุจากการล้ม จากสถิติยังพบว่า 20% ของผู้ที่ประสพอุุบัติเหตุลื่นล้มจนกระดูกสะโพกหัก จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี  นอกจากนี้การลื่นล้มยังเป็นสาเหตุตันๆ ในการเสียชีวิตของผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี  บางครั้งการลื่นล้มที่ไม่รุนแรงในผู้สูงอายุ ก็ทำให้สูญเสียความมั่นใจในการยืนและเดิน ทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการดำรงชีวิตประจำวัน

สาเหตุที่ผู้สูงอายุประสพอุบัติเหตุลื่นล้มได้ง่าย เนื่องจากการเสื่อมสมรรถภาพของเส้นประสาท โดยเฉพาะเส้นประสาทที่อยู่ไกลจากสมองมากๆ เช่นที่เท้า  การลื่นล้มของหญิงผู้สูงอายุมักมีผลร้ายแรงกว่า เนื่องจากปัญหากระดูกพรุน ที่พบได้มากในหญิงสูงอายุ


ที่มา: http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1167840/Why-lipstick-save-life-How-spot-lippy-helps-improve-balance.html