Showing posts with label Travel and Dining Out. Show all posts
Showing posts with label Travel and Dining Out. Show all posts

Friday, January 5, 2018

ไปทำธุระบางรักครับ



เมื่อวาน (4 มกราคม 2018) เป็นอีกครั้งในรอบเกือบปีที่มีโอกาสกลับไปถิ่นเกิดกลางกรุงเทพมหานคร นั่นก็คือบางรัก  เป็นความสุขลึกๆ ครับที่ได้ย้อนนึกถึงอดีตวัยเด็กถึงแม้บางรักจะเปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมๆ ให้เห็น




เพื่อหลีกปัญหารถติดผมเลือกไม่นำรถไปเองแต่ใช้เส้นทางเดิมๆ ซึ่งคุ้นเคยด้วยการนั่งเรือข้ามฟากที่ท่าสาทร ซึ่งพัฒนาไปไกลมากจากเดิมที่เรือข้ามฟากนั่งได้ประมาณ 10 คนเท่านั้น ถือโอกาสรำลึกถึงคลองสาทรในอดีตที่เคยมีต้นไม้ใหญ่ริม 2 ฝั่งคลองตั้งแต่บางรักจนถึงสวนลุมพินีซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปก็แทบจะไม่รู้ว่ายังมีคลองอยู่ เพราะถูกบังด้วยเส้นทางรถไฟฟ้า ในขณะที่บ้านทรงโบราณที่ปลูกต้นไม้ดอกสวยริมรั้วตลอดแนวถนนสาทรเหนือและใต้ ก็แปรสภาพเป็นตีกระฟ้าไปเกือบหมด




สิ่งหนึ่งที่บางรักยังมีอยู่ก็คืออาหารอร่อย มีทั้งร้านเก่าดั้งเดิมอายุเกินครึ่งศตวรรษที่ยังขายดีอยู่จนปัจจุบัน เช่นเป็ดย่างประจักษ์, แสนยอดโภชนา, ขนมไทยบุญทรัพย์, ขนมไทย ส.บุญประกอบ, ขาหมูเจริญแสง, ขาหมูตรอกซุง, ขนมปังปั้นลี่, โจ๊กปริ๊นซ์ ฯลฯ และร้านใหม่ๆ ที่เปิดขึ้นมากมายซึ่งก็ขายดีไม่แพ้กัน





แต่คนรุ่นสว. (สูงวัย) อย่างผมก็ยังอยากชิมรสชาดสุดยอดอาหารหลายๆ ร้าน ที่เลิกราไป เช่น อาหารไทยข้าวแกงตลาดหลวง, ขนมปังนำเสริมข้างๆ ด้านหลังโรงพยาบาลเลิดสิน, ราดหน้าหลังตลาดบางรัก, ขนมผักกาดสูตรโบราณข้างตลาด และอีกจำนวนมากที่ปิดตัวไปพร้อมตลาดบางรักซึ่งถูกแทนที่ด้วยห้างสรรพสินค้าโรบินสัน





หลังเสร็จธุระที่บ้านญาติแล้ว ผมถือโอกาสแวะพูดคุยกับเพื่อนสมัยเด็กหลายคนและปิดรายการด้วยการตัดผมที่ร้านเก่าแก่ย่านถนนศรีเวียง ซึ่งผมเป็นลูกค้าตั้งแต่ 6 ขวบจนถึงอายุ 30 ปีซึ่งเป็นปีที่ผมย้ายจากบางรัก ที่ไม่น่าเชื่อก็คือเจ้าของร้านซึ่งน่าจะเข้าวัย 70 แล้ว (ไม่ได้รับหน้าที่ช่างแล้ว) ยังจำผมได้แม้จะไม่ได้ใช้บริการมานานมากๆ





ภาพประกอบวันนี้ เป็นอาหารมื้อเช้าแต่กินตอน 10 โมงที่ร้าน เฮงราดหน้าตรงข้ามโรบินสัน, มื้อกลางวันตอนบ่าย 2 ที่ร้านขาหมูตรอกซุง และบรรยากาศท่าน้ำสาทรตอนบ่ายๆ ครับ


Thursday, June 15, 2017

จัดจ้าน ราชพฤกษ์ ร้านอาหารอีสานใกล้บ้าน



แถวบ้านผมมีร้านอาหารอีสานอยู่หลายร้าน แต่ที่เป็นร้านกว้างขวางใกล้เคียงภัตตาคารมีอยู่ที่เดียวคือ ร้านจัดจ้าน ราชพฤกษ์  ถึงจะชื่อจัดจ้าน แต่คนไม่ชอบเผ็ดก็ทานได้เพราะจากอาหารที่สั่งมากินกับเพื่อนส่วนใหญ่รสค่อนข้างจัด แต่ไม่ถึงขั้นจัดจ้านอย่างชื่อครับ









ร้านจัดจ้านเป็นร้านอาหารอีสาน บนถนนราชพฤกษ์ใกล้ Homework ราชพฤกษ์ บริเวณซอยที่ทะลุไปสวนผักได้  เปิดมาได้เกือบปี บรรยากาศภายในร้านดูโปร่งๆ แต่แบ่งเป็นสัดส่วน ติดแอร์เย็นฉ่ำ ผู้ที่ชอบนั่งรับลมชมบรรยากาศสบายๆ มีส่วนที่เป็น Open Air อยู่ที่ชั้นสอง




เมนูให้เลือกมากมาย พนักงานสุภาพและเยอะดี  อาหารส่วนใหญ่เป็นแนวอีสาน ประเภทส้มตำ น้ำตก  ปิ้งย่าง ฯลฯ อาหารที่นี่เสิร์ฟค่อนข้างเร็ว รสชาดค่อนข้างเปรี้ยวและเผ็ด  ราคาไม่แพง แต่ต้องเตรียมเงินสดมาด้วยนะครับเพราะไม่รับบัตรเครดิต  เหมาะสำหรับผู้ชอบอาหารอีสานในบรรยากาศสบายๆ ไม่อึกทึกครึกโครมครับ

 คอหมูย่างและไก่ย่าง


 ลาบเป็ด


 ยำหมูย่าง



ต้มแซ่บกระดูกอ่อน


ส้มตำไข่เค็ม




Thursday, May 25, 2017

สัมผัสบรรยากาศ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร - Bangkok City Library




หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร - Bangkok City Library คือหอสมุดของกรุงเทพมหานครแห่งล่าสุด บนเกาะรัตนโกสินทร์ บริเวณสี่แยกคอกวัว ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2017 ไป สัมผัสบรรยากาศหอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร กันครับ





ถ้าไม่นับหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานครของเรามีหอสมุดของกรุงเทพมหานคร (หอสมุดประชาชน) และหอสมุดเอกชนอยู่มากมายหลายแห่ง แต่ไม่มีหอสมุดขนาดใหญ่หรือหอสมุดเมืองของกรุงเทพมหานคร และเป็นที่มาของ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร - Bangkok City Library



หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว มุมถนนตะนาว ใกล้กับกองสลากและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขนาดพื้นที่ใช้สอย 4,880 ตารางเมตร เดิมเป็นอาคาร 4 ชั้นเก่าแก่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมจนกลายเป็น หอสมุดทันสมัยพร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับชาวกรุงเทพมหานครที่รักการอ่านทุกคน

สัมผัสแรกที่เข้าสู่หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร คือความทันสมัย, แอร์เย็นฉ่ำ, ความกว้างขวางโปร่งสบายและเงียบสงบเหมาะสำหรับผู้ต้องการพื้นที่ค้นคว้าข้อมูลและอ่านหนังสือ


ลำดับแรกที่ต้องทำคือต้องสมัครสมาชิกเพียง 10 บาทและถ้าต้องการยืมหนังสือหอสมุดจะคิดค่าประกัน 40 บาท  บัตรสมาชิกจะได้รับหลังจากวันสมัครประมาณ 3 สัปดาห์ การเข้าออกห้องสมุดต้องรูดด้วยบัตรสมาชิกเช่นเดียวกับการใช้รถไฟฟ้า ระหว่างที่ยังไม่ได้รับบัตรสมาชิกจะใช้การรูดด้วยบัตรประชาชนไปก่อน



หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร แบ่งพื้นที่การจัดเรียงหนังสือเป็น 4 ชั้นคือ





1. ชั้นหนึ่งหรือชั้นล่างสุด เป็นหนังสือทั่วไป เช่น นิตยสาร, หนังสือพิมพ์, หนังสือท่องเที่ยว, หนังสือสุขภาพและการทำอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีห้องนิทรรศการ, ห้องฉายภาพยนตร์, จุดยืมและคืนหนังสือ, หนังสือ eBook, และคอมพิวเตอร์จำนวนมากไว้บริการ,  มีหนังสือเบรลล์และคอมพิวเตอร์สำหรับผู้พิการทางสายตาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟสำหรับผู้ใช้บริการห้องสมุดอีกด้วย (แต่ ณ วันที่ผมแวะไปยังไม่เปิดบริการ)





2.  ชั้น M  เป็นหนังสือสำหรับเด็ก มีหนังสือสำหรับเด็กทุกวัยและมีห้องเลี้ยงเด็กสำหรับให้เด็กเล็กๆ ได้เล่นสนุกด้วย










3.  ชั้น 2 เป็นหนังสือต่างประเทศ, หนังสือของสมาชิกอาเซียน และนวนิยายเรื่องสั้น มีห้องนิทรรศการ, ห้องส่วนตัวสำหรับการค้นคว้า, จุดถ่ายเอกสาร, ห้องเอนกประสงค์ เป็นต้น







4.  ชั้น 3 เป็นหนังสือพระราชนิพนธ์และหนังสือหายาก และห้องนิทรรศการที่เกี่ยวข้องพระราชวงศ์และโครงการพระราชดำริ และห้องนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร

ทุกชั้นมีจุดประชาสัมพันธ์สามารถใช้บันไดหรือลิฟท์แก้วถ้าไม่อยากเดิน  ทุกชั้นมีที่นั่งอย่างดีและพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือมากมายพร้อมคอมพิวเตอร์ไว้บริการทุกชั้น

สำหรับจำนวนหนังสือต้อกบอกว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของหอสมุด แต่เชื่อว่าในอนาคตจำนวนหนังสือจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจะเติมสิ่งที่คอนักอ่านหนังสือยังรู้สึกว่าขาดหายไปคือความขลังของหอสมุด

พวกเราที่มีเวลาและเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ห้ามพลาดที่จะ สัมผัสบรรยากาศ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร - Bangkok City Library  เพราะอยู่ใจกลางเมืองที่การเดินทางสะดวกที่สุดจุดหนึ่งครับ



Sunday, April 30, 2017

ชม สะพานสารสิน ภูเก็ต ก่อนกลับกรุงเทพฯ



เช้าวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2017  - วันสุดท้ายของการเที่ยวภูเก็ตครั้งนี้ พวกเรารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม, เก็นข้าวของและ Check Out ประมาณ 10.30 น.







หลังออกจากโรงแรมก็คือการตระเวนหาซื้อของฝากญาติมิตรเพื่อนฝูง  เริ่มจากร้านขายขนมเต้าซ้อแม่บุญธรรม(ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วกวนสไตล์ภูเก็ต),  ต่อด้วยร้านเมธีซึ่งเน้นขายเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นหลัก ได้เห็นวิธีแกะเม็ดมะม่วงหิมพานต์ซึ่งยังต้องใช้มือช่วย








จากนั้นแวะทานอาหารมือเที่ยงและเป็นมื้อสุดท้ายที่ภูเก็ตสำหรับการเที่ยวครั้งนี้ ที่ ร้าน หมี่สะปำ คุณยายเจียร  เป็นร้านขนาดใหญ่ขายอาหารพื้นเมืองภูเก็ตและของฝาก ลูกค้าค่อนข้างแน่นน่าจะเป็นเพราะตรงกับวันอาทิตย์  ร้าน หมี่สะปำ คุณยายเจียร มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิดมาก  อาหารรสชาดอร่อยทุกอย่างครับ









ปิดท้ายด้วยร้านขายของฝากจากภูเก็ตขนาดใหญ่  คุณแม่จู้    ของฝากที่พวกเราซื้อส่วนใหญ่จะเป็นขนมและอาหารแห้ง เพราะของที่ระลึกชิ้นใหญ่ไม่สะดวกในการนำขึ้นเครื่องบิน

 



-------------------------------------------------------------------------------------------


สถานที่เที่ยวแห่งสุดท้ายสำหรับทริปภูเก็ตครั้งนี้ก็คือสะพานเก่าแก่ของภูเก็ตที่เกิดของตำนานรักอันลือลั่น สะพานสารสิน ครับ



สะพานสารสินเป็นสะพานข้ามช่องปากพระ เชื่อมเกาะภูเก็ตบริเวณท่าฉัตรไชยกับท่านุ่น จังหวัดพังงา  ความยาวทั้งหมด 660 เมตร ตัวสะพานยาว 300 เมตร เปิดใช้เมื่อปี พ.ศ. 2510  สะพานนี้เป็นที่เกิดของโศกนาฎกรรมของหนุ่มสาวซึ่งไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเนื่องจากฐานะที่แตกต่างเป็นอุปสรรคขวางกั้นและเลือกจบชีวิตด้วยการผูกตัวติดกันแล้วกระโดดจากกลางสะพานลงสู่ท้องทะเลเมื่อปี พ.ศ. 2516

แต่สะพานปัจจุบันเป็นสะพานที่สร้างขึ้นใหม่เปิดใช้เมื่อ พ.ศ. 2554 โดยสะพานเดิมได้รับการปรับปรุงเป็นสะพานคนเดินและหอชมวิว



จริงๆ แล้วการมาเที่ยวภูเก็ตครั้งนี้ผมได้เที่ยวจังหวัดพังงาด้วยนะครับ ถึงแม้จะเป็นแค่เชิงสะพานสารสินก็ตาม!




ใช้เวลาถ่ายภาพสะพานสารสินเป็นที่ระลึกพักใหญ่ ก็ได้เวลากลับบ้านแล้วครับ พวกเราแวะเติมน้ำมันและคืนรถซึ่งเช่าจาก Budget ซึ่งมีบริการแถมท้ายด้วยการขับมาส่งจนถึงสนามบินภูเก็ต  เวลาขณะนั้นประมาณ 15 นาฬิกา นั่งพักยาวดื่มน้ำไปเกือบ 2 ขวดกว่าจะได้ขึ้นเครื่อง Air Asia  กลับกรุงเทพฯ ประมาณ 18 นาฬิกา

เวลา 4 วัน พวกเราเที่ยวสถานที่สำคัญๆ ในภูเก็ตได้มากพอสมควร น่าจะเป็นเพราะการเช่ารถช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว บวกกับไม่ใช่ฤดูท่องเทีี่ยวและไม่ตรงกับวันหยุดยาว   ถ้ามีโอกาสเที่ยวภูเก็ตอีกครั้ง (หรือหลายครั้ง) สัญญาว่าจะนำเรื่องที่น่าสนใจมาฝากพวกเราแน่นอนครับ


Friday, April 28, 2017

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว - Tai Hua Museum



ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ สถานที่ซึ่งผมต้องแวะก็คือห้องสมุดหรือไม่ก็พิพิธภัณฑ์  สำหรับการเที่ยวภูเก็ตคราวนี้ผมถือโอกาสเดินชม Tai Hua Museum หรือ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว  ครับ







พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว  หรือ Tai Hua Museum ตั้งอยู่ที่ ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต  สถานที่ตั้งของพิพธภัณฑ์แห่งนี้แรกเริ่มเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในภูเก็ต ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2477  โดยชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาเมื่อแปดสิบกว่าปีก่อน






พิพิธภัณฑ์ยังรักษาโครงสร้างเดิมของอาคารไว้ ลักษณะเหมือนโรงเรียนจีนในยุค 50 - 60 ปีก่อน คือด้านล่างเป็นห้องโถงสูงขนาดใหญ่ มีบันไดขี้นชั้นบนทั้งด้านซ้ายและขวาของอาคาร  สัมผัสแรกที่เข้าพิพิธภัณฑ์ทำให้นึกถึงภายในอาคารเก่าของสมาคมจีนบนถนนสาทรซึ่งเคยวิ่งเล่นสมัยเด็กๆ (ปัจจุบันถูกรื้อและสร้างเป็นอาคาร Thai CC ไปแล้ว)



ชั้นล่างด้านหน้าสุดของพิพิธภัณฑ์มีเปียโนและเวทีขนาดเล็กๆ ซึ่งเป็นสมบัติเก่าแก่ของโรงเรียน ส่วนด้านในเป็นที่แสดงสิ่งของเครื่องใช้ของคนในสมัยโบราณมากมาย ทั้งรถลาก, แร่ดีบุกซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของภูเก็ตเมื่อหลายสิบปีก่อน ฯลฯ





ส่วนด้านบนถูกแบ่งเป็นห้องๆ นับสิบห้อง  แต่ละห้องจะมีนิทรรศการและวิดิโอ เล่าถึงความเป็นมาของโรงเรียน, เส้นทางการเดินทางจากจีนมายังภูเก็ตด้วยเรือสำเภา, วิถึชีวิตของชาวจีนในภูเก็ต, พัฒนาการทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชาวภูเก็ต, บุคคลซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูเก็ต ฯลฯ







พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากรู้ความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ต ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเจริญของภูเก็ตในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

------------------------------------------------------------------------------------------------------




พวกเราออกจาก Tai Hua Museum ประมาณ 15 นาฬิกา  ไม่มีโปรแกรมเดินทางไปไหนอีก เพราะต้องแวะ Central Festival  เบิกเงินเตรียมไว้ซื้อของฝากญาติและเพื่อนๆ และถือโอกาสทานมื้อเย็นในห้าง
จากนั้นแวะกินน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ โกชัย เจ้าดังของภูเก็ต ก่อนกลับที่พักครับ