Showing posts with label Money. Show all posts
Showing posts with label Money. Show all posts

Saturday, July 22, 2017

6 ขั้นตอน สอนเรื่องการเงินให้เด็ก



เด็กโดยทั่วไปเรียนรู้คณิตศาสตร์พร้อมๆ กับพัฒนาการด้านอื่น การสอนให้เด็กเข้าใจเรื่องเงินทองจะช่วยให้เมื่อโตขึ้นสามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   Lifehacker แนะนำ 6 ขั้นตอนสอนแนวคิดเรื่องการเงินให้เด็ก


Monday, June 26, 2017

สังเกตอย่างไรใครกำลังมีปัญหาการเงิน




ปัญหาเรื่องเงินเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้กับทุกคน ผลสำรวจโดย Money Advice Service พบว่าประมาณ 10% ของประชากรมีปัญหาการเงิน และบอก 8 วิธีสังเกตุว่าเพื่อนสนิทหรือญาติกำลังประสพปัญหานี้อยู่หรือไม่ เพื่อสามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่


Monday, December 28, 2015

10 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จโดย Warren Buffett


 Image Credit: Mark Hirschey


ในวงการธุรกิจไม่มีใครไม่รู้จัก Warren Buffett   เขาผู้นี้เป็นอภิมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก และเป็นนักลงทุนที่ประสพความสำเร็จอย่างสูง  Warren Buffett แนะนำ 10 เคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและน่าจะใช้ได้กับการดำเนินชีวิตได้เช่นกัน 

Warren Buffett’s 10 Inspiring Tips มีดังนี้ครับ


Tuesday, July 9, 2013

Fortune Global 2013 - 500 บริษัทที่มีรายได้สูงสุด



เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม 2013) Fortune Global 500 ซึ่งจัดทำโดย Fortune ได้จัดอันดับ 500 บริษัทขนาดใหญ่จากทั่วโลกที่มีรายได้สูงสุด  ปรากฎว่าปีนี้บริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดคือ Royal Dutch Shell มีรายได้สูงถึง $481.7 พันล้านเหรียญ, อันดับ 2 คือ Wal-Mart Stores, อันดับ 3 คือ Exxon Mobil

ใน  Global 500 มีธุรกิจชื่อดังมากมายเช่น Samsung อยู่อันดับที่ 14, Apple อยู่อันดับที่ 19, Toyota อันดับที่ 8, Honda อันดับที่ 45  ฯลฯ มีบริษัทขนาดใหญ่จากไทยติดอันดับด้วยคือ ปตท. โดยอยู่ที่อันดับ 81 มีรายได้ประมาณ $89.9 พันล้านเหรียญ  พวกเราที่อยากทราบทั้ง 500 อันดับก็ click ที่ Fortune Global 500  ครับ

Thursday, January 19, 2012

วิธีจัดการกับปัญหาหนี้สิน - How To Get Out Of Debt



หนี้สินของบุคคลทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่เกิดจากใช้จ่ายเกินรายได้ที่ได้รับจริง บางครั้งกว่าจะรู้ตัวก็ก่อหนี้ก้อนใหญ่จนเกินความสามารถที่จะชำระได้ง่ายๆ  Website Get Rich Slowly ได้แนะนำ trick ที่จะช่วยให้เราจัดการกับหนี้สินไว้ดังนี้


Friday, May 7, 2010

ความเครียดจากเรื่องหนี้สินกับปัญหาสุขภาพ - How Debt Affects Health!

เงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต และแน่นอนว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้เสมอไป ถึงกระนั้นก็ตามการขาดแคลนเงินทองและปัญหาหนี้สิน ก็ทำให้เกิดความเครียดและเป็นผลเสียต่อสุขภาพ และปัญหานี้กำลังเกิดกับชาวอเมริกัน ที่กำลังประสพปัญหาทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2552




ผลการสำรวจพบว่าชาวอเมริกัน มีความเครียดที่เกิดจากปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าการสำรวจเมื่อ 4 ปีก่อน และความเครียดจากปัญหาหนี้สินส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวอเมริกัน ซึ่งปัญหาทางสุขภาพที่ชาวอเมริกันที่มีปัญหาหนี้สินกำลังเผชิญอยู่ก็คือ

  • ความเสี่ยงกับอาการนอนไม่หลับที่สูงกว่าคนที่ไม่มีปัญหาหนี้สินถึง 13 เท่า
  • เสี่ยงกับอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง มากกว่าคนทั่วไป 7 เท่า
  • เสี่ยงกับการแสดงความก้าวร้าวต่อบุคคลอื่น มากกว่า 7 เท่าของคนที่ไม่มีปัญหาหนี้สิน
  • มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า มากกว่าคนปกติเกือบ 6 เท่า
  • มีโอกาสเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือเกิดความผิดปกติในระบบการย่อยอาหาร มากกว่าคนทั่วไป 4 เท่า
  • มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจหรือโรคไมเกรน มากกว่าภาวะคนปกติ 2 เท่า

นอกจากปัญหาเรื่องหนี้สินและเงินทองแล้ว  ความเครียดยังเกิดจากสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย  วิธีรับมือกับความเครียดที่ดีที่สุดคือแก้ที่สาเหตุของปัญหา, การออกกำลังกาย, และปรึกษาแพทย์

ที่มา: http://lifehacker.com/5528312/how-debt-affects-your-health?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+lifehacker%2Ffull+%28Lifehacker%29

Tuesday, March 24, 2009

How People Count Cash - สารพัดวิธีการนับธนบัตร

วิธีการนับธนบัตร แตกต่างกันไปตามความถนัดส่วนบุคคล  แต่จะว่าไปแล้วการนับธนบัตรก็คล้ายกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ  เพราะคนส่วนใหญ่ (ไม่ทุกคน) ในแต่ละประเทศก็จะมีวิธีการนับธนบัตรที่เหมือนกัน  เรามาชมสารพัดวิธีการนับธนบัตรจากทั่วโลกกันครับ


Tuesday, March 17, 2009

First UK eBay Millionaire: เศรษฐีเงินล้านจากการทำธุรกิจ eBay

เมื่อ 10 ปีก่อน (ค.ศ.1999) Mark Radcliffe ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการทำธุรกิจ Online กับ eBay เขาตัดสินใจเปิดร้าน eBay Shop สั่งสินค้าผ่านทาง Online จาก eBay มาจำหน่าย Mark Radcliffe ใช้เงิน 200 ปอนด์ที่เขาเก็บสะสมระหว่างทำงานเป็น manager trainee อยู่ที่ห้าง Tesco

eBay Shop ของ Mark Radcliffe เปิดดำเนินการเป็นครั้งแรกโดยอาศัยบ้านของพ่อแม่เป็นสำนักงานติดต่อ และสวนหน้าบ้านก็ถูกดัดแปลงเป็นโกดังเก็บสินค้าเล็กๆ  ใครจะคาดว่าร้านเล็กๆ ของเขาจะประสพความสำเร็จเกินคาด  ในปี 2003  กิจการของ  Mark Radcliffe ไปได้สวยจนต้องขยายกิจการไปอยู่ที่ Merseyside พร้อมกับคลังสินค้าขนาด 10,000 ตารางฟุต  และในปี 2005 Mark Radcliffe ก็จดทะเบียนกิจการของเขาภายใต้ชื่อ First2save  จำหน่ายสินค้านานาชนิดที่ประมูลจาก eBay  ทุกวันนี้เขาสั่งสินค้าจาก eBay เดือนละ 36,000 รายการ  ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดในประเทศอังกฤษ และเป็นอันดับ 6 ในโลก




First2save ของ Mark Radcliffe มีสินค้าถึง 3,700 ชนิดและใช้พนักงาน 19 คน ทำยอดขายได้ปีละ 3 ล้านปอนด์  แต่เจ้าตัววางแผนจะขยายพื้นที่เป็น 30,000 ตารางฟุต ใช้พนักงาน 34 คน และสั่งสินค้าเดือนละ 50,000 รายการ  ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นอันดับหนึ่งของผู้ขายสินค้าจาก eBay ทั่วโลก

ด้วยวัย 30 ปี Mark Radcliffe แต่งงานและเพิ่งมีบุตรสาววัย 1 ปี แต่เป็นเศรษฐีเงินล้าน มีบ้านราคา 700,000 ปอนด์ รถ Ferrari ราคา 150,000 ปอนด์ และ Aston Martin ราคา 120,000 ปอนด์  เขาบอกว่า  Internet ช่วยให้ทุกคนมีโอกาสประสพความสำเร็จโดยไม่ต้องใช้ทุนมากมายนัก แต่ต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักและความตั้งใจจริง รวมถึงการติดตามเทคโนโลยี่ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นให้ทัน

ที่มา: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1162184/First-eBay-millionaire-Ten-year-rise-tycoon-started-garden-shed.html?ITO=1490

Friday, March 6, 2009

Tips To Save Money: วิธีประหยัดเงินจากการดำเนินชีวิตประจำวัน

เวลานี้คนส่วนใหญ่ ต้องรัดเข็มขัดหาทางประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อเอาตัวรอดกัีบภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่   Website Gomestic แนะนำวิธีประหยัดเงินจากการดำเนินชีวิตประจำวันไว้ดังนี้ครับ



  1. Don't buy groceries when you are hungry    การซื้อหาอาหารและของว่างในเวลาที่เราหิว มักจะจบลงด้วยอาหารที่เกินความจำเป็น  ถ้าจำเป็นต้องซื้ออาหารตอนที่เราหิว ให้พกเงินติดตัวไปพอประมาณ เมื่อได้สิ่งที่เราต้องการให้ชำระเงินและออกจากร้านทัีนที อย่าเดินชมสินค้าต่อ เพราะเราอาจได้อาหารติดมือเพิ่มมาอีก  ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ
  2. Don't let your dishes pile up  ทำความสะอาดห้องครัวให้เรียบร้อย  ห้องครัวที่สะอาดช่วยกระตุ้นให้เราทำอาหารง่ายๆ กินเอง แทนที่จะโทรสั่งพิซซ่าถาดใหญ่ ที่นอกจากเพิ่มน้ำหนักแล้ว ยังทำให้เงินในกระเป๋าร่อยหรอลงไป
  3. Don't over multi-task    การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันช่วยประหยัดเวลา แต่ต้องไม่มากจนทำให้ประสิทธิภาพเสียไป  เช่นการนั่งพิมพ์งานพร้อมๆ ไปกับการซักผ้าด้วยเครื่อง แถมด้วยการต้มน้ำกาใหญ่  อาจจบลงด้วยน้ำทั้งกาถูกต้มจนแห้งหมด เสียเวลาต้องต้มน้ำอีกครั้ง และเสียค่า gas ไปเปล่าๆ
  4. Take a little extra time to go through things สละเวลา สัปดาห์ละ ครึ่งชั่วโมง จดบันทึก ตรวจสอบและตรวจทาน ความถูกต้องของ บิลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น รวมทั้งพิจารณาถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ ที่จะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่สำคัญลง
  5. Wait to wash your laundry งานซักล้างและรีดผ้า ควรให้มีปริมาณที่มากพอสมควร ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าผงซํกฟอก และค่าไฟฟ้า การรีดผ้าครั้งเดียวในปริมาณมากสามารถประหยัดไฟ กว่าการรีดครั้งละชุดได้นับร้อยบาทต่อเดือน
  6. Pay more on your bills if you can ถ้าเรามีหนี้เงินกู้หรือหนี้บัตรเครดิต  พยายามชำระหนี้ให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด และชำระเงินต้นเพิ่มเติมถ้ามีเงินเพียงพอ นอกจากได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ชั้นดีแล้ว ยังทำให้เราสามารถประหยัดเงินจากการซื้อสิ่งของโดยไม่ตั้งใจ แต่เกิดขึ้นจากการที่มีเงินเหลือติดกระเป๋าอยู่มากเกินไป
  7. Don't shop as a form of entertainment อย่าสร้างนิสัย จับจ่ายซื้อของเดินห้างสร้างความบันเทิงเพื่อแก้เบื่อแก้เหงา  ยังมีวิธีแก้เบื่อแก้เหงาที่ไม่สิ้นเปลืองเงินทองมากมายอีกหลายวิธี เช่นการออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ ฯลฯ

Saturday, December 27, 2008

How To Check Bank Notes

วิธีการตรวจสอบธนบัตร


การสัมผัส


1.เนื้อกระดาษธนบัตรเป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความเหนียว แกร่ง ทนต่อการพับดึง และให้ความรู้สึกเมื่อสัมผัสต่างจากกระดาษทั่วไป

2.ลวดลายเส้นนูนที่บริเวณคำว่า "รัฐบาลไทย" เมื่อใช้ปลายนิ้วลูบสัมผัสบริเวณดังกล่าวจะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์

การยกส่อง


1. เมื่อยกธนบัตรส่องกับแสงสว่างบริเวณพื้นที่ว่างด้านขวาของธนบัตร จะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ซึ่งอยู่ในเนื้อกระดาษอย่างชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประดับด้วยรูปลายไทยขนาดเล็กที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ



2. บริเวณด้านซ้ายของธนบัตรใกล้กับพระครุฑพ่าห์ มีแถบสีโลหะขนาดเล็กฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ ตามแนวตั้งบนแถบมีตัวเลขและอักษรขนาดเล็กแจ้งชนิดราคาธนบัตรฉบับนั้น

การพลิกเอียง


1. ธนบัตรชนิดราคา 500 และ 1,000 บาท ที่ตัวเลขอารบิกแจ้งราคามุมขาวบนพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษที่เปลี่ยนสลับ สีเมื่อเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งธนบัตรปลอมไม่มี โดยธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท จะเปลี่ยนสลับจากส่วนที่เป็นสีทองเป็นสีเขียว และธนบัตรชนิดราคา 500 บาท เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง



2. ธนบัตรชนิดราคา 100, 500 และ 1,000 บาท ผนึกแถบฟอยล์สีเงินแนบเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษ ซึ่งแถบฟอยล์ดังกล่าว จะมองเห็นหลากสีหลายมิติเมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมา

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังคงมีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท รุ่นเก่าที่ไม่มีแถบฟอยล์สีเงินจำนวนหนึ่งใช้หมุนเวียนควบคู่กับธนบัตรชนิด ราคา 1,000 บาทรุ่นปกติที่มีแถบฟอยล์สีเงิน



 
 



 
  
  
(Click ที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่)
ชมวีดิทัศน์วิธีตรวจสอบธนบัตร
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย

Tuesday, December 16, 2008

Could You Survive Another Great Depression?- ตรวจความพร้อมในการสู้กับเศรษฐกิจถดถอย

ถ้าอยากรู้ว่าเราจะสามารถฝ่าฟันภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ที่กำลัีงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปได้หรือไม่ ลอง click ไปที่ http://blogthings.com/couldyousurviveanothergreatdepressionquiz/
และตอบคำถามทั้ง 10 ข้อตามความเป็นจริง และรออ่านคำตอบได้เลยครับ



You Are 61% Likely to Survive Another Great Depression




Even though you may not be expecting the worst, you're the type of person who prepares for the worst.

You live a relatively modest life. You don't overspend, and you aren't very materialistic.



You are also quite self sufficient and independent. You have many useful skills.

You can take care of yourself and those you love... which is crucial to surviving another Great Depression.

Sunday, November 23, 2008

The Most Expensive Parking Places In The World: เมืองที่ค่าจอดรถแพงที่สุดในโลก

การจะเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน นอกจากคำนึงถึงค่าน้ำมันรถ ค่าบำรุงรักษา ค่าประกันอุบัติเหตุ แล้วเดี๋ยวนี้ที่จอดรถก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน  ในเมืองใหญ่ๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานครของเรา ปัญหาเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอ และราคาค่าจอดค่อนข้างแพงเป็นปัญหาที่ทำให้คนที่คิดจะซื้อรถสักคัน ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจด้วย

พูดถึงเรื่องที่จอดรถ ผมมีข้อมูลมาฝากพวกเรา เป็นเรื่องของค่าจอดรถที่แพงที่สุดในโลก  ตามรายงานจาก Times Online บอกว่า 10 เมืองใหญ่ที่ค่าจอดรถแพงที่สุดในโลก มีดังนี้



1. London City ราคาค่าจอดรถโดยเฉลี่ยของ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คือ 749.79 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 42,000 บาท) ถ้าเราจอดรถที่ Knightbridge,Pavilion Road ใกล้ๆกับห้าง Harrods เป็นเวลา 6 ชั่วโมงจะต้องเสียค่าจอดรถทันที 2,400 บาท
2. London, West End  สำหรับแถบ West End ในกรุงลอนดอน ราคาค่าจอดรถจะถูกกว่าเล็กน้อย คือ 729.71 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 40,000 บาท)
3.  Sydney ราคาค่าจอดรถโดยเฉลี่ยของ Sydney ประเทศออสเตรเลีย คือ 497.8 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 27,500 บาท)
4.  Hong Kong ความจอแจแออัดของ Hong Kong แน่นอนว่าค่าจอดรถต้องแพงติดอันดับโลกแน่ๆ ค่าจอดรถเฉลี่ยต่อเดือนใน Hong Kong ก็คือ 477.17 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 26,250 บาท)
5. Brisbane เมืองใหญ่อีกเมือกของออสเตรเลีย ก็มีค่าจอดรถที่แพงมากคือเฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 380.23 ปอนด์ต่อเดือน (21,000 บาท)
6. New York เมืองธุรกิจการเงินของสหรัฐอเมริกา มีค่าจอดรถเฉลี่ยต่อเดือน 375.97 ปอนด์ (ประมาณ 20,600 บาท)
7. Tokyo เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ค่าจอดรถเฉลี่ยแล้วเดือนละ 354.8 ปอนด์ (ประมาณ 19,500 บาท) ที่โตเกียว จะหาที่จอดรถได้ยากมาก จนรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดว่าผู้ซื้อรถต้องพิสูจน์ได้ว่ามีสถานที่จอดรถเป็นของตน เอง เว้นแต่จะเป็นรถที่มีขนาดไม่เกิน 660 cc และความยาวไม่เกิน 3.4 เมตร
8. Perth ประเทศออสเตรเลีย ค่าจอดรถเฉลี่ยเดือนละ 331.99 ปอนด์ (ประมาณ 18,250 บาท)
9. Stockholm เมืองหลวงของประเทศสวีเดน รัฐบาลสวีเดนรณรงค์ให้ประชาชนทิ้งรถไว้ที่บ้าน เมื่อต้องเข้าเมือง ด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนอย่างทั่วถึง การเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงต้องเสียค่าผ่านทางเพิ่มขึ้น  ค่าจอดรถใน Stockholm เฉลี่ยประมาณเดือนละ (18,000 บาท)
10. Dublin เมืองหลวงของไอร์แลนด์  ราคาค่าจอดรถเฉลี่ยเดือนละ 326.44 ปอนด์ (ประมาณ 18,000 บาท)

ที่มา: http://timesbusiness.typepad.com/money_weblog/2008/11/top-ten-most-ex.html

Monday, November 10, 2008

The World's Wealthiest Politicians: สิบนักการเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

เวลาได้ยินข่าวความร่ำรวยของนักการเมือง คิดว่าพวกเราคงนึกสงสัยว่า รวยๆ กันขนาดนี้เงินทองมาจากที่ไหน ทำมาหารับประทานกันอย่างไร  และในโลกนี้จะมีนักการเมืองที่มีฐานะ ระดับอภิมหาเศรษฐีแบบนี้สักกี่คน คำตอบก็คือทั่วโลกเรามีนักการเมือง ที่เข้าข่ายอภิมหาเศรษฐีมากมายจริงๆ  และต่อไปนี้ก็เป็น 10 นักการเมืองที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลกขณะนี้ (ทรัพย์สินคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐ  ถ้าพวกเราอยากคิดเป็นเงินบาทก็คุณด้วย 35)

1. Suleiman kerimov  นักการเมืองขวาจัดของรัสเซียวัย 42 ปี ผู้นี้มีหุ้นอยู่ใน Gazprom ผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่ของรัสเซีย และ Sbebank ธนาคารใหญ่ในยุโรปตะวันออก ทรัพย์สินโดยประมาณของเขาอยู่ที่ $17.5 พันล้านเหรียญ

2. Michael Bloomberg  ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ค วัย 66 ปี ได้เงินหลายหมื่นล้านบาทจากการขายธุรกิจ Bloomberg และเคยบริจาคเงินห้าหมื่นล้านบาทเพื่อการกุศล นอกจากนี้ยังรับเงินเดือนเพียงปีละ 1 เหรียญจากการเป็นผู้ว่าการรัฐ  เขามีทรัพย์สินประมาณ  $11.5 พันล้านเหรียญ

3. Serge Dassault  นักการเมืองในพรรค UMP ซึ่งมี Nicolas Sarkozy ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสเป็นหัวหน้าพรรค เขาเป็นเจ้าของธุรกิจการบินในฝรั่งเศส และมีทรัพย์สินประมาณ  $9.9 พันล้านเหรียญ

4. Silvio Berlusconi นายกรัฐมนตรีขาวอิตาลีผู้นี้นอกจากเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล AC Milan แล้วยังเป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมหลายอย่างในอิตาลี จนได้รับฉายาว่าเป็นเจ้าพ่อของวงการโทรคมนาคม  เขามีทรัพย์สินประมาณ  $9.4 พันล้านเหรียญ

5. Aburizal Bakri ได้รับตกทอดกิจการน้ำมันและกีาซจากบิดา ทุกวันนี้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอินโดนีเซีย และถูกกล่าวว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง Conflict of Interest   เขามีทรัพย์สินประมาษ $9.2 พันล้านเหรียญ

6. Rinat Akhmetov  สมาชิกพรรคฝ่ายค้านของ Ukrain  เขาเป็นผู้มีฐานะร่ำรวยที่สุดของยูเครน จากธุรกิจเหล็กกล้าและเหมืองถ่านหิน มีทรัพย์สินประมาณ $7.3 พันล้านเหรียญ

7.  Andrei Molchanov  ด้วยวัยเพียง 37 ปี เขาทำหน้าที่เป็นผู้แทนอยู่ในสภาสูงของรัสเซีย  ทำธุรกิจใหญ่โตเกี่ยวกับการก่อสร้าง เขาเป็นบุตรบุญธรรมของ Yury Molchanov ผู้ช่วยผู้ว่าการ St. Petersburg ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกับ Vladimir Putin  เขามีทรัพย์สินอยู่ประมาณ   $4 พันล้านเหรียญ

8. Gleb Fetisov เขาศึกษาจบระดับปริญญาเอกจาก  Moscow State University เป็นเจ้าของธุรกิจการค้าหลายแห่ง ทำหน้าที่ผู้แทนในสภาของรัสเซีย มีทรัพย์สินประมาณ  $3.9 พันล้านเหรียญ

9.  Kostyantin Zhevago วัย 34 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานาธิบดี  Yulia Tymoshenko แห่งประเทศยูเครน เขามีทรัพย์สินประมาณ  $3.4 พันล้านเหรียญ

10. Saad Hariri เขาเป็นบุตรชายรวมทั้งเป็นทายาททางการเมืองของนายกรัฐมนตรี Rafik Hariri ของประเทศเลบานอน ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อไม่นานมานี้  เป็นเจ้าของกิจการก่อสร้าง ธนาคาร และโทรคมนาคมในเลบานอน  เขาสำเร็จการศึกษาจาก Georgetown University ใน Washington DC เชื่อว่าเขามีทรัพย์สินประมาณ $3.3 พันล้านบาท

ทั้งสิบคน นี้บางคนก็มีประวัติการเมืองที่ใช้ได้ แต่หลายๆ คนก็ดูไม่ค่อยดีนัก ส่วนเรื่องความร่ำรวยของแต่ละคน ถ้าคิดเป็นเงินไทย ก็รวยระดับเกินแสนล้านบาทขึ้นไปทั้งนั้น  แค่ดูตัวเลขก็คงตาลายแล้ว  คิดว่าเป็นความรู้สำหรับไว้พูดคุยในหมู่เพื่อนๆ ก็แล้วกันครับ

 ที่ พวกเราเห็นในภาพเป็นภาพของ Michael Bloomberg ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ค จากพรรค Democrat ซึ่งได้ขื่อว่ามั่งคั่งเป็นอันดับที่ 2 ในโลกของนักการเมือง

ที่มา: Money Central, Times online

Monday, August 25, 2008

12 Creative Ways To Save Money

ในยามที่สินค้าต่างก็ขึ้นราคาเกือบจะทุกชนิด  ใครที่เคยเก็บสะสมเงินได้ ก็คงจะมีปัญหาว่าก็บได้น้อยลงกว่าเดิม ส่วนใครที่เคยพอกินพอใช้ ก็อาจจะมีปัญหาเงินขาดมือ  ต้องหาหนทางประหยัดกันสุดๆ

วันนี้มี technique การประหยัดเงินมาฝากครับ มีอยู่ด้วยกัน 12 วิธี  บทความนี้ได้มาจาก http://cashbulge.com/2007/08/09/15-creative-simple-ways-to-save-at-least-100-a-week/  ถ้าใครสนใจก็ลองปฎิบัติดูกันครับว่าจะทำได้จริงขนาดไหน

1. พกข้าวกล่องไปทานตอนกลางวัน ถ้าทำไม่ได้ทุกวัน อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็ได้ ยิ่งถ้าเราทำงานอยู่ในย่านธุรกิจ จะรู้ว่ามันช่วยประหยัดได้มากจริงๆ


2. เก็บภาษีตัวเราเอง  ในเมื่อเราต้องจ่ายภาษีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น (ภาษีเงินเดือน,ภาษีมูลค่าเพิม) ก็ลองเก็บภาษีตัวของเราเองเพิ่มอีกวันละ 10 บาท หยอดกระปุกไว้  เดือนหนึ่งก็ได้ 300 แล้ว

3. เก็บเศษเงินที่เหลือใส่กระปุกไว้ทุกๆ วัน  วิธีนี้หลายๆคน ทำเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเก็บเงินเหรียญที่เหลือหลังกลับถึงบ้านในตอนเย็น หยอดใส่กระปุก ตอนที่ผมยังทำงานประจำอยู่ก็เคยใช้วิธีนี้ แต่ละเดือนก็ได้เป็นร้อยอยู่เหมือนกัน

4. ปิดไฟและถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นต้องเสียบคาไว้ เมื่อมีการเสียบปลั๊กไฟไว้ ก็จะมีกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงตลอด ทำให้บิลค่าไฟฟ้าสูงเกินความจำเป็น ถ้าไม่ความจำเป็นให้ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ได้ใช้งาน และปิดไฟเมื่อมีความสว่างเพียงพอ

5. ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าใช้รถ  ทุกคนคงจำประสบการณ์ตอนน้ำมันแพงหฤโหด เมื่อไม่นานนี้ได้ดี  และหลายๆ คนก็ต้องจอดรถไว้ที่บ้าน และอาศัยบริการขนส่งมวลชนเพื่อเป็นการประหยัดเงิน

6.หลีกเลี่ยงสินค้า Brand Name บางชนิด  ถ้าสังเกตุให้ดีเราจะพบว่าสินค้าใน discount store ที่เป็นของห้างเอง จำพวกน้ำยาล้างจาน และกระดาษขำระ มีราคาถูกกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่เป็นสินค้าชื่อดังมาก ทั้งที่มีการผลิตมาจากแหล่งเดียวกัน ส่วนต่างของราคานี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการโฆษณานั่นเอง 

7. ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง  ค่าใช้จ่ายบางอย่างสามารถลดได้ โดยไม่เกิดผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของเรามากนัก เช่นเคยดูหนัง เต้นรำ ฟังเพลง อาทิตย์ละครั้ง ทำไมไม่ลองลดเป็น 2 อาทิตย์ครั้ง หรือเดือนละครั้ง รับรองว่าประหยัดได้เยอะครับ

8. เลือกวิธีการใช้โทรศัพท์  เลือกการใช้โทรศัพท์ที่เปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เช่นถ้าโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่บ้าน ก็ให้ใช้เบอร์ที่บ้านโทรติดต่อกัน เพราะคุย 2 ชั่วโมงก็เสียแค่ 3 บาท

9.  ศึกษาวิธีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน และใช้ให้ถูกวิธี  เช่นต้องหมั่นถอดไส้กรองเครื่องปรับอากาศมาล้าง รีดผ้าคราวละมากๆ อย่ารีดครั้งใส่ครั้ง

10. หมั่นรื้อทำความสะอาดบ้านและเก็บของที่ไม่ใช้ไปขาย  นอกจากบ้านจะสะอาดน่าอยู่ เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังได้เงินติดมืออีกด้วย

11.  ก่อนซื้อสินค้าให้ถามตัวเองว่าต้องการใช้จริงๆ หรือเปล่า  อย่าคิดแค่ว่าน่าใช้ คนส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าเมื่อเห็นว่าน่าใช้ แต่พบว่าไม่จำเป็นต้องใช้ก็ตอนที่มันมาอยู่ในห้องเก็บของที่บ้านของเราแล้ว

12. เลิกบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  นอกจากทำลายสุขภาพแล้วบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮลล์ยังมีราคาแพง ถ้าเลิกไม่ได้ก็ลองลดจำนวนลงสักครึ่ง จะพบว่าเราสามารถประหยัดเงินจากส่วนนี้ได้เป็นจำนวนมากที่สุด

Wednesday, August 20, 2008

Creative Savings, จาก 5 บาทกลายเป็นหมื่นใน 2-3 ปี




ผมอ่านเจอบทความชื่อว่า With a bit of creative savings, $5 can get you at least $12,000 จาก Boston.com ซึ่งเล่าให้ฟังถึง Technique ในการสะสมเงินจากเงินทอนที่ได้แต่ละครั้ง ภายในเวลาประมาณ 2 ปีก็สามารถกลายเป็นเงิน 12,000 ดอลลาร์ได้



วิธี ของเขาก็คือ ทุกๆ ครั้งที่ได้รับเงินทอนจากการซื้อสินค้าที่เป็นธนบัตรใบละ 5 ดอลลาร์ไม่ว่าจะเป็นกี่ใบก็ตาม  เขาก็จะเก็บธนบัตร 5 ดอลลาร์ไว้ในกระเป๋าอีกใบหนึ่ง  เมื่อเงินในกระเป๋าใบดังกล่าวมีถึง 50 หรือ 100 ดอลลาร์ก็ให้นำฝากเข้าธนาคารเพื่อสะสมและได้ดอกเบี้ยอีกด้วย ภายในเวลาประมาณ 2-3 ปีเงินที่เขาสะสมจากเงินทอนก็มีถึง 12,000 ดอลลาร์แล้ว 

วิธีนี้น่าจะนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ของเราได้  โดยการที่เราเก็บสะสมเงินทอนที่ได้รับเฉพาะที่เป็นเหรียญ 5 บาท จากทุกๆครั้งที่เราได้รับเงินทอน ซึ่งประมาณได้ว่าในแต่ละวันเราน่าจะได้รับเงินทอนที่เป็นเหรียญ 5 ไม่น้อยกว่า 2 เหรียญ  เมือเก็บจนครบเดือนก็จะได้เงินประมาณ 3-400 บาท นำไปฝากธนาคารไว้ ภายในเวลา 1 ปีก็น่าจะมีเงินสะสมจากเงินทอนได้ประมาณ 3-4,000 บาท และกลายเป็นเงินหมื่นได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี

วิธี การนี้ต้องการความมีระเบียบในการใช้เงิน และต้องใจแข็ง ห้ามนำเงินที่เก็บไว้มาใช้อย่างเด็ดขาด การสะสมเงินวิธีนี้น่าจะยากกว่าการเก็บเศษเหรียญที่เหลือแต่ละวันมาหยอด กระปุกไว้ ซึ่งหลายๆ คนนิยมทำกัน ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

ถ้าสนใจก็ทดลองทำกันดู ไม่เสียหายหรอกครับการเก็บออมเงินมีแต่ได้กับได้