Tips and How To in Everyday Life!

Saturday, December 31, 2016

สวัสดีปีใหม่ 2560






สวัสดีปีใหม่ 2560 ขอให้มีความสุขมากๆ ตลอดปีและตลอดไปครับ

Friday, December 23, 2016

วิธีแก้และป้องกันกลิ่นเท้าเหม็น


 Image Credit: I'm Prisilla

กลิ่นเท้าเหม็น เกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง เนื่องจากเท้ามีต่อมเหงื่อยู่ประมาณ 250,000 ต่อม และขับเหงื่อออกมาประมาณ 240 ซีซี หรือเกือบหนึ่งแก้วต่อวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ใส่รองเท้าหุ้มส้นจำนวนมากมีกลิ่นเท้าซึ่งเกิดจากความอับชื้นและแบคทีเรีย วิธีแก้และป้องกันกลิ่นเท้าเหม็น มีหลายๆ วิธี ไม่ยากแต่ต้องปฏิบัติเป็นประจำ



3 วิธีแก้กลิ่นเท้าเหม็น


1. Baking Soda Baking soda ช่วยกำจัดกลิ่นและปรับค่า pH ของเหงื่อให้สมดุลย์ ช่วยลดกลิ่นและการเกิดแบคทีเรีย
  • ผสม Baking Soda 1 ช้อนโต๊ะในน้ำ 1 ลิตร  ใช้แช่เท้านาน 15 -20 นาทีทุกวันต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ (สามารถปรับเวลาแช่ให้สั้นลง ถ้ามีปัญหาผิวแตกหรือเป็นคนที่มีผิวบอบบาง)
  • โรยผล Baking Soda บางๆ ในรองเท้าและถุงเท้า ก่อนสวม



2. ดีเกลือ (Epsom Salt) นอกจากใช้เป็นยาระบายแล้ว ดีเกลือสามารถซึมสู่ผิวหนัง และช่วยดูดซับความชื้น ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นเท้า
  • ผสม ดีเกลือ 2 ช้อนชาในน้ำอุ่นครึ่งถัง ใช้แช่เท้านาน 10 - 15 นาที ก่อนนอน 



3. ชาดำ (Black Tea)  ชาดำมี Tannic Acid ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยปิดรูขุมขน ลดจำนวนเหงื่อที่เท้าให้น้อยลง
  • ต้มชาดำ 2 ถุงในน้ำเดือด 3 แก้ว จากนั้นเทลงในน้ำครึ่งถัง
  • ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิท
  • แช่เท้าในน้ำชาดำ 15 -20 นาที ทุกวันต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์

หลังจากกำจัดกลิ่นเท้าเหม็นแล้ว  วิธีป้องกันไม่ให้ปัญหากลิ่นเท้ากลับมากวนใจอีก ก็คือ

1.  ล้างเท้าให้สะอาดเป็นประจำ
  • ขัดเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ทุกวัน
  • ทำความสะอาดซอกนิ้วเท้าทุกนิ้วให้สะอาดทุกวัน
  • รักษาให้เท้าและซอกเท้าแห้ง หลีกเลี่ยงการสวมทุกเท้าและรองเท้าหุ้มส้นเมื่ออยู่บ้านหรือเป็นเวลานาน
2. เลือกรองเท้าและถุงเท้าที่ถ่ายเทอากาศได้ดี
  • หลีกเลี่ยงถุงเท้าที่ทำจาก Nylon หรือ Polyester ควรเลือกถุงเท้าผ้าซึ่งระบายอากาศและความชื้นได้ดีกว่า
  • เลือกรองเท้าซึ่งระบายอากาศได้ดี และพื้นรองเท้ามีส่วนประกอบของ Activated Charcoal ที่ช่วยดูดซับกลิ่น
3.  ใช้ Roll On หรือ Spray ซึ่งมีส่วนประกอบของสารป้องกันเหงื่อ (Anti-Perspirant) และ ฆ่าเชื้อ (Antibacterial)  ทิ้งให้แห้งสนิทก่อนสวมรองเท้า เป็นประจำ


ที่มา: Lifehack



โบว์ห่อของขวัญ 5 แบบ ไม่ยากอย่างที่คิด - 5 Bow Variations




การทำโบว์ห่อของขวัญด้วยตนเองไม่ยากอย่างที่คิด   Infography ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้ อธิบายวิธีทำโบว์ห่อของขวัญ 5 วิธี คือ
  1. Easy Gift Wrap Bow
  2. Classic Bow
  3. Double Loop Bow
  4. Graduated Loopy Bow
  5. Puffy Bow

พวกเราที่สนใจสามารถชมขั้นตอนจากภาพ Infographic ด้านล่าง



Thursday, December 22, 2016

ฝึกผูก Tie ด้วยตนเองด้วย First Person Perspective Clip



พวกเราที่กำลังฝึกผูก Tie คงเคยชม Clip แนะนำวิธีผูก Tie มาหลายครั้งแล้ว   Clip ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้ต่างจาก Clip ทั่วไป เพราะเป็นการสาธิตแบบ First Person Perspective ช่วยให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีผูกไท เข้าใจและฝึกได้ง่ายขึ้น

ชม Clip ครับ


Monday, December 19, 2016

การสวมหมวกทำให้ศีรษะล้าน จริงหรือไม่



มีความเชื่อมานานว่า การสวมหมวกทำให้ศีรษะล้าน  เนื่องจากความร้อนและความอับชื้น ความจริงแล้วศีรษะล้านจากการสวมหมวกมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

Mental Floss  อธิบายสาเหตุของศีรษะล้านว่า ที่เกิดในเพศชายประมาณ 95% เกิดจากฮอร์โมน Dihydrotestosterone หรือ DHT  โดยมีกรรมพันธ์มีบทบาทสำคัญ  สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ศีรษะล้านยังประกอบด้วย การขาดสารอาหาร, การใช้ยาบางชนิด, การติดเชื้อ, การเป็นแผลที่หนังศีรษะ

ในเพศหญิงโอกาสเกิดศีรษะล้านมีน้อยกว่าเพศชาย ส่วนสาเหตุก็ไม่แตกต่างกันเพียงแต่ไม่ได้เกิดจาก ฮอร์โมน Dihydrotestosterone หรือ DHT  แต่มีสาเหตุที่ทำให้ศีรษะล้านเพิ่มมาอีกอย่างคือการตั้งครรภ์ โดยกรรมพันธ์มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

นอกจากนี้ศีรษะล้านยังอาจเกิดเนื่องจากอาการ Traction alopecia หรือหนังศีรษะบางบริเวณผมไม่งอกเนื่องจากถูกรัด, ทับ, ถูซ้ำๆ เป็นประจำ จนทำให้เซลล์เส้นผมหรือรากผมถูกทำลาย เช่นการเกล้าผมแน่นเกินไป, การติดกิ๊บแน่นเกินไป, การสวมหมวกกันน็อกขนาดเล็กเกินไป ต่อเนื่องเป็นประจำ เป็นต้น

โอกาสศีรษะล้านจากการสวมหมวกอาจเกิดขึ้นถ้านิยมสวมหมวกที่รัดแน่นเป็นประจำ นอกจากทำให้ผมร่วงเวลาถอดหมวกแล้วอาจทำเกิดอาการ Traction alopecia ตรงบริเวณหนังศีรษะที่โดนหมวกกดทับ นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มโอกาสศีรษะล้านในผู้ที่กำลังผมร่วงเนื่องจากกรรมพันธ์เป็นสาเหตุ



ขอบคุณ Clip จาก YouTube
 

กล่องใส่เลนส์กล้องถ่ายรูปแบบ DIY ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ผู้รักการถ่ายภาพจำนวนมากเลือกใช้กล้องมากกว่าใช้ Smartphone เพราะต้องใช้ฝีมือและให้ภาพที่สวยกว่า เนื่องจากมีเลนส์ให้เลือกใช้จำนวนมาก




แน่นอนว่าเลนส์ต้องมีกล่องใส่เลนส์เพื่อปกป้องสภาพเลนส์ไว้ให้ดีที่สุด  Clip ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้เป็นวิธีทำกล่องใส่เลนส์แบบ DIY ไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือต้องเดินทาง ซึ่งคงเหมาะสำหรับเลนส์ระดับมาตรฐานทั่วไปไม่เหมาะกับเลนส์คุณภาพสูงราคาแพงอย่างแน่นอน เพราะทำจากขวด Pet

ชม Clip - DIY lens case for safe travels ครับ


Saturday, December 17, 2016

เคล็ดลับการห่อของขวัญแบบไม่ต้องผูกโบว์และไม่ต้องใช้เทปกาว



วิธีห่อของขวัญโดยทั่วไปต้องใช้เทปกาวและผูกริบบิ้นเพื่อความสวยงาม  แต่ในกรณีที่หาริบบิ้นไม่ได้วิธีห่อของขวัญที่ต้องใช้เทปกาวปิดก็จะดูไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร

Clip ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้ในช่วงใกล้ๆ ปีใหม่ เป็นวิธีห่อของขวัญโดยไม่ต้องใช้เทปกาว  สวยงามแบบเรียบๆ ถ้าแนบการ์ดอวยพรไปด้วยก็ยิ่งดู Okay

ชม Clip - Japan Gift Wrap Hack [No Tape, No Ribbon]  ครับ


Monday, December 12, 2016

ลืมอย่างไรคล้าย อาการโรคสมองเสื่อม

memory-problems-that-should-be-concerned ลืมอย่างไรคล้าย อาการโรคสมองเสื่อม


ความสามารถในการจดจำของแต่ละคนไม่เท่ากัน  บางคนสามารถจดจำรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ ขณะที่หลายคนขี้ลืมจนตัวเองรู้สึกรำคาญใจ แต่จิตแพทย์บอกว่าการหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ เช่นลืมว่าวางกุญแจไว้ที่ไหน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่อาการลืมบางลักษณะก็บอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับสมอง


Dr. Gary W. Small ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชของ David Geffen School of Medicine มหาวิทยาลัย UCLA อธิบายเรื่องของอาการลืมว่าเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่อายุเข้าวัยกลางคนคือ 45 ปีจะเริ่มรู้สึกถึงอาการขึ้ลืมที่เพิ่มขึ้น  นอกจากอายุแล้วสาเหตุที่ทำให้เกิดการลืมยังประกอบด้วย ความเครียด, อดนอน, ผลข้างเคียงของการใช้ยาบางประเภท, การทำงานผิดปกติของต่อม Thyroid,อาการป่วยจากโรคติดเชื้อ, โรคซึมเศร้า, ความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน

Kirk R. Daffner, M.D.  บอกว่าปัญหาความจำซึ่งพบได้ในคนทั่วไป สามารถแบ่งได้ 6 ลักษณะคือ
  1. Transience หรือการลืมเรื่องราวและเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปเป็นเวลานาน
  2. Absent-mindedness หรือการลืมเรื่องที่ไม่ได้ใส่ใจ เนื่องจากกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ เช่นลืมว่าวางแว่นตา, กุญแจไว้ที่ใด 
  3. Blocking หรือการลืมเนื่องจากสมองไม่สามารถดึงความจำที่ถูกเก็บอยู่ส่วนนั้นออกมา  ในบางครั้งอาจเป็นเพราะมีข้อมูลที่ใกล้เคียงกันหลายเรื่องอยู่ในสมอง เช่นอาจเรียกชื่อลูกสองคนสลับกันในเวลากระทันหัน
  4. Misattribution หรือการจำเหตุการณ์โดยรวมได้แต่จำรายละเอียดเช่นเกิดขึ้นเมื่อไร, ใครอยู่ในเหตุการณ์, เกิดขึ้นที่ใด ฯลฯ ไม่ได้  Misattribution มักเกิดกับคนที่เริ่มมีอายุมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่ผ่านมานานและได้รับข้อมูลไม่มากพอเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น
  5. Suggestibility  หรือความจำที่เลือนไปเนื่องจากถูกหันเห เช่นข้อมูลที่เป็นความจริงที่พบทำให้ความจำในอดีตซึ่งเป็นเรื่องผิดพลาดเลือนไป
  6. Bias  ประสพการณ์, ความเชื่อ, อารมณ์ มีผลกระทบต่อการจัดเก็บความจำและการเรียกความจำออกมา เช่นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าจะจำข้อมูลด้านลบได้ดีกว่าข้อมูลด้านบวก

    ลืมอย่างไรคล้าย อาการโรคสมองเสื่อม


    Dr. Thomas M. Wisniewski  จาก  Center for Cognitive Neurology at NYU Langone Medical Center บอกวิธีสังเกตอาการลืมอย่างง่ายๆ ว่า การลืมว่าวางกุญแจ หรือแว่นตาไว้ที่ไหนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ถ้าลืมว่ากุญแจหรือแว่นตามีไว้ทำไม เป็นเรื่องผิดปกติ

    วิธีสังเกตุความผิดปกติของอาการลืมว่าเกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อมยังมีอีกหลายวิธี เช่น เรียกชื่อของวัตถุผิดเช่น กุญแจวางอยู่บนโต๊ะ แต่กลับชี้ไปที่โต๊ะแล้วบอกว่ากุญแจอยู่ในเตาอบ, ผู้มีอาการโรคสมองเสื่อมอาจสับสนในการจดจำสถานที่แม้แต่ที่อยู่ของตนเอง, ผู้มีอาการโรคสมองเสื่อมมักรู้สึกหงุดหงิดเมื่อมีการซักถามถึงเรื่องความจำในอดีต, ผู้มีอาการโรคสมองเสื่อมอาจมีอาการหวาดระแวง ไม่ไว้ใจคนรอบข้าง และไม่ติดต่อกับเพื่อน, คนในครอบครัวและญาติสนิท ฯลฯ

    คนในครอบครัว, ญาติ และเพื่อนสนิทมักจะเป็นผู้รับรู้ถึงความผิดปกตินี้มากกว่าที่ผู้มีอาการโรคสมองเสื่อมจะรู้สึกถึงความผิดปกติของตนเอง ในขณะที่ผู้มีอาการลืมแบบปกติทั่วไปหรือเป็นไปตามวัยจะรู้สึกถึงอาการลืมของตนเอง


    ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ The New York Times 1 และ Next Avenue 




    Saturday, December 10, 2016

    Furoshiki ศิลปะโบราณของญี่ปุ่น ผ้าผืนเดียวห่อได้ทุกอย่าง



    Furoshiki คือศิลปะการห่อผ้าของญี่ปุ่น ที่สืบเนื่องมากว่าพันปี  ผ้าเพียงผืนเดียวสามารถดัดแปลงให้ห่อสิ่งของได้ทุกอย่างนับร้อยๆ แบบ  รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับศิลปะเก่าแก่นี้ และผลักดันให้ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ใช้ Furoshiki ในชีวิตประจำวัน เช่นห่อของขวัญ, ห่อสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งเพื่อการใช้งานและเพื่อความสวยงาม

    Friday, December 9, 2016

    การโกนขนลับบริเวณอวัยวะเพศเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือ STIs (sexually transmitted infections)


    การโกนขนลับบริเวณอวัยวะเพศเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือ STIs (sexually transmitted infections)


    ผลสำรวจโดย University of California, San Francisco, สหรัฐอเมริกา พบว่าการโกนขนลับบริเวณอวัยวะเพศเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections)


    ผลการศึกษาซึ่งจัดทำโดยทีมแพทย์จาก  University of California, San Francisco, สหรัฐอเมริกา โดยสำรวจจากผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 7,500 คน พบว่าการโกนขนลับบริเวณอวัยวะเพศเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือ STIs (sexually transmitted infections)

    ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญคือ การโกนขนทำให้เกิดแผลขนาดเล็กๆ ที่ผิวหนัง ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เข้าสู่ร่างกายง่ายขึ้น และพบว่าผู้โกนขนลับแบบ 'Extreme' มีแนวโน้มการมีคู่นอนหลายคน

    ผลสำรวจครั้งนี้ปรากฎว่าเพศชายที่โกนขนลับส่วนใหญ่ใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าในขณะที่เพศหญิงใช้มีดโกนธรรมดา และมีประมาณ 20% ของทั้งเพศชายและหญิงที่ใช้กรรไกร

    ผลสำรวจยังพบว่าชายอเมริกันประมาณ 84% เคยโกน, Wax หรือเล็มขนลับ ในขณะที่เพศหญิงมีอัตราส่วนน้อยกว่าคือประมาณ 66%

    ในกลุ่มคนที่โกนขนลับที่อวัยวะเพศเป็นประจำพบว่า ประมาณ 17% เป็นประเภท 'Extreme' คือโกนหรือ Wax จนเกลี้ยงอย่างน้อยเดือนละครั้ง และอีก 22% เป็นประเภท 'High Frequency' คือเล็มทุกวันหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

    กลุ่ม 'Extreme' คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเพศสูงกว่าคนทั่วไป 3 ถึง 4 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อที่ติดต่อจากการสัมผัสเช่น เริม ( Herpes) และ HPV (human papillomavirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

    อย่างไรก็ตาม การโกนขนลับที่อวัยวะเพศช่วยป้องกันการติดตัวโลนจากการมีเพศสัมพันธ์

    ทีมแพทย์จาก จาก  University of California, San Francisco แนะนำผู้ต้องการโกนขนลับที่อวัยยะเพศให้ลดความถึ่ในการโกนลง และรอให้แผลและอาการระคายเคืองที่เกิดจากการโกนหายสนิทก่อนมีเพศสัมพันธ์

    เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ STIs (sexually transmitted infections) 
    • โรค STIs  มีหลายชนิดเช่น หนองใน, หนองในเทียม, ซิฟิลิส, เริม, หูดที่อวัยวะเพศ ฯลฯ
    • โรค STI ที่พบมากที่สุดคือหนองในเทียม
    • หนุ่มสาววัยต่ำกว่า 25 ปี คือกลุ่มที่ติดเชื้อ STIs มากที่สุด
    • ผู้มีพฤติกรรมชายรักชาย เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ติดเชื้อ STIs มากที่สุด
    • โรค STIs ส่วนใหญ่รักษาได้ ควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ

    ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ STIs (sexually transmitted infections) 
    • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและเป็นประจำ
    • ปรึกษาแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ
    • บอกให้คู่รักหรือคู่นอนรู้ว่าติดเชื้อ STI เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค
    ผลการศึกษาครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Sexually Transmitted Infections Journal


    ที่มา: BBC

     


    Tuesday, December 6, 2016

    ควรออกกำลังกายเมื่อมีอาการป่วยหรือไม่?




    เป็นความเชื่อโดยทั่วไปว่า คนที่มีอการป่วยไม่ควรออกกำลังกายเพราะจะทำให้อาการป่วยทรุดลงและหายช้าลง  ความจริงแล้ว ควรออกกำลังกายเมื่อมีอาการป่วยหรือไม่? ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย


    อากาศเปลี่ยนแปลงทำให้หลายคนเกิดอาการป่วย และเป็นโอกาสพักยาวสำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำถึงจะมีอาการป่วยก็ยังต้องการฟิตร่างกายอยู่

    Picture Fit  แนะนำวิธีแบ่งอาการป่วยที่ออกกำลังกายได้หรือไม่ได้ เป็น 'Above or below the neck check.'  ถ้าอาการป่วยเกิดกับอวัยเหนือลำคอเช่น เจ็บคอหรือไอเล็กน้อย, น้ำมูกไหล ฯลฯ เราสามารถออกกำลังกายได้ แต่ถ้าเป็นอาการที่เกิดกับอวัยวะต่ำกว่าลำคอ เช่น อาเจียน,  เจ็บแน่นหน้าอก, ไออย่างรุนแรง, ไข้สูง ฯลฯ ก็ไม่ควรออกกำลังกาย



    การออกกำลังกายระหว่างมีอาการป่วย ไม่ควรหักโหมและไม่นาน จนรู้สึกเหนื่อยมาก เพราะอาจทำให้อาการป่วยทรุดลง ที่สำคัญต้องไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

    อย่างไรก็ตามคำตอบว่า  ควรออกกำลังกายเมื่อมีอาการป่วยหรือไม่? อยู่ที่ตัวของผู้ป่วยเอง ถ้ามีความรู้สึกว่าต้องการพักผ่อนก็ไม่ควรฝืนออกกำลังกาย เพราะระบบในร่างกายจะบอกได้ดีที่สุดว่าควรออกกำลังกายหรือไม่ และเพื่อสุขอนามัยของส่วนรวม คนที่มีอาการป่วยไม่ควรออกกำลังกายในสถานที่สาธารณะ เช่น ฟิตเนส เพราะจะเป็นการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น






    Monday, December 5, 2016

    10 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับตัวเรือด (Bed Bug) แมลงดูดเลือดระบาดง่ายกำจัดยาก


    10 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับตัวเรือด (Bed Bug) แมลงดูดเลือดระบาดง่ายกำจัดยาก
     Image Credit: Wikimedia


    ตัวเรือด หรือ Bed Bug เป็นแมลงปรสิตชนิดหนึ่ง ที่ดูดเลือดเป็นอาหาร มักอาศัยอยู่ตามร่องเพดานหรือรอยแตกของพื้นบ้าน เตียงไม้ และซอกตะเข็บที่นอน วางไข่ครั้งละ 200-500 ฟอง ฟักเป็นตัวภายใน 4-21 วัน

    ปัจจุบันตัวเรือดกลับมาระบาดอีกครั้ง เนื่องจากพลเมืองทั่วโลกนิยมเดินทางท่องเที่ยว ช่วยให้ตัวเรือดแพร่ระบาดผ่านสิ่งของเครื่องใช้ในที่พัก  ถึงแม้จะไม่เป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์ แต่ตัวเรือดจะทำให้ผู้ถูกกัดเกิดอาการคันมากและอาจเกิดอาการแพ้



    10 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับตัวเรือด (Bed Bug) แมลงดูดเลือดระบาดง่ายกำจัดยาก

    1. ตัวเรือดอาศัยอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น บ้าน, โรงแรม, หอพัก, โรงพยาบาล, Office ที่ทำงาน, รถทุกประเภท, เครื่องบิน, ฯลฯ โดยสรุปคือในแทบทุกพื้นที่ซึ่งมีคนอาศัยอยู่ จากผลสำรวจพบว่าการระบาดของตัวเรือดเกิดมากที่สุดในบ้านและในหอพักหรือคอนโด
    2. ตัวเรือดไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสุขอนามัยและความสะอาดของแต่ละคน  ก่อนหน้านี้มีความเข้าใจว่าตัวเรือดชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่สกปรก  แต่ในความเป็นจริงพบการระบาดของตัวเรือดในเมืองมากกว่าในชนบทเนื่องจากมีคนอาศัยอยู่มากกว่า  ตัวเรือดอยู่ได้ในทุกพื้นที่ซึ่งมีคนอาศัยอยู่โดยไม่เลือกความสะอาดหรือสกปรก
    3. ยังไม่พบว่าตัวเรือดเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่มนุษย์  แพทย์ยังไม่พบว่าตัวเรือดสามารถนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ระหว่างที่มันดูดเลือด เนื่องจากตัวเรือดไม่คายเลือดที่ดูดแล้วออกมา อย่างไรก็ตามอาการคันจากโดนกัดทำให้เสียสุขภาพจิต และอาจเป็นสาเหตุของการแพ้รุนแรงและอาการหอบหืด
    4. ตัวเรือดดูดเลือดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน  ตัวเรือดไม่ใช่แมลงที่ออกหากินเฉพาะเวลากลางคืน ถึงแม้มันจะไม่ชอบแสงสว่างก็ตาม  ตัวเรือดมีวิธีหาเหยื่อลักษณะเดียวกับยุงคืออาศัยระดับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ที่เราหายใจออกมาและระดับความร้อนของร่างกาย ถ้ามันจับสัญญานได้และหิวก็พร้อมโจมตี
    5. เมื่อถูกตัวเรือดกัดระยะแรกจะไม่รู้สึกเจ็บหรือคัน  น้ำลายของตัวเรือดออกฤทธิ์คล้ายยาชา ทำให้ผู้ถูกกัดไม่รู้สึกเจ็บหรือคัน และยังเป็นตัวเร่งให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่มันกัด เพื่อให้มันดูดเลือดได้ง่ายและอิ่มขึ้น  มันจะใช้เวลาหลังดูดเลือดประมาณ 5 - 10 วัน เพื่อผสมพันธ์และวางไข่
    6. ตัวเรือดอยู่ได้โดยไม่ต้องมีอาหาร 550 วัน  ตัวเรือดเป็นนักอดอาหารตัวยง มันสามารถอยู่ได้โดยไม่ดูดเลือดนับเดือนหรือปี ตัวเรือดซึ่งโตเต็มที่สามารถอยู่โดยไม่ต้องกินอาหารนาน 550 วัน ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ได้ในทุกอุณหภูมิตั้งแต่หนาวจัดจนร้อนจัด ทำให้ตัวเรือดเป็นแมลงดูดเลือดระบาดง่ายกำจัดยาก ที่สุดชนิดหนึ่ง
    7. การเปลี่ยนเครื่องนอนและเครื่องใช้ไม่สามารถกำจัดตัวเรือดได้หมด  การเปลี่ยนเครื่องใช้และเครื่องนอนอาจแก้ปัญหาตัวเรือดได้ถ้าสามารถกำจัดตัวเรือดที่ซ่อนอยู่ภายในบ้านหรือพื้นที่นั้นได้หมด นอกจากนี้ยังอาจเป็นการแพร่ตัวเรือดไปยังผู้อื่นซึ่งนำเครื่องใช้นั้นเข้าบ้าน  เครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องนอนที่มีตัวเรือดสามารถกำจัดด้วยการซักในน้ำร้อนจัดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
    8. ตัวเรือดเป็นนักซ่อนแอบ  ตัวเรือดสามารถหลบซ่อนในทุกพื้นที่ซึ่งมีรอยแยกรอยแตก เช่นร่องบนผนัง, ร่องบนพื้น, ฝ้าเพดาน, พรม, ซอกเฟอร์นิเจอร์, ขอบเตียง, เครื่องนอน ฯลฯ ถ้ามีการระบาดมากอาจพบมูลดำ ของมันตามซอกมุมของสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน
    9. การกำจัดตัวเรือดอาจต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ การกำจัดตัวเรือดด้วยยาหรือสารเคมีด้วยตนเองอาจได้ผลถ้าพบในพื้นที่จำกัด แต่ก็เสี่ยงต่อการทำให้ตัวเรือดแพร่ระบาดไปยังจุดอื่น ถ้าคิดว่าจำเป็นอาจต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ
    10. ตัวเรือดกลับมาระบาดอีกครั้ง นับแต่ ค.ศ. 1990 ตัวเรือดเริ่มกลับมาระบาดอีกครั้ง และแพร่อย่างต่อเนื่อง เพราะการใช้ชีวิตของพลเมืองที่นิยมการเดินทางท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศ 

      ที่มา: Dumb Little Man



      เคล็ดลับ วิธีห่อของขวัญเสร็จใน 30 วินาที - Japan Gift Wrapping Hack


      เคล็ดลับ วิธีห่อของขวัญเสร็จใน 30 วินาที - Japan Gift Wrapping Hack


      เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ ทำให้พวกเราหลายคนยุ่งอยู่กับการซื้อของขวัญเพื่อมอบให้กันในเทศกาลนี้ และบางคนยังนิยมห่อของขวัญด้วยตนเอง

      Clip ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้เป็นของ  Beat The Bush หนุ่มญี่ปุ่นสาธิตวิธีห่อของขวัญซึ่งห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นนิยม ใช้เวลาในการห่อเพียง 30 วินาที  


      วิธีแขวนภาพขนาดใหญ่ ง่ายเร็วและดูดี - How To Hang Large Paintings Perfectly



      ภาพถ่ายหรือภาพวาดขนาดใหญ่ช่วยให้บรรยากาศในห้องดูอลังการขึ้น แต่การแขวนภาพขนาดใหญ่ให้สมดุลย์เป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะขณะแขวนเชือกจะไม่เห็นตะปูด้านหลัง  Tips ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้คือ วิธีแขวนภาพขนาดใหญ่ ง่ายเร็วและดูดี  ชม Gif Animation ครับ


      Sunday, December 4, 2016

      Vitamin D มากเกินไปมีโทษหรือไม่


       Image Credit: Carissa Gan


      Vitamin D เป็นวิตามินที่จำเป็นมากสำหรับร่างกาย ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างกระดูกและฟัน กล้ามเนื้อของร่างกาย เสริมสร้างการทำงานของอวัยวะสำคัญเช่นสมอง, กล้ามเนื้อ และช่วยให้เซลล์ทั่วร่างกายทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ


      การขาด Vitamin D นอกจากจะส่งผลต่อกระดูก, ฟัน, กล้ามเนื้อ และสมรรถนะของร่างกายโดยรวมแล้ว ยังพบว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหอบหืด, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, โรคเส้นโลหิตตีบ รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิด

      ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดด และเป็นส่วนใหญ่ของวิตามินดี ที่ร่างกายได้รับ นอกจากนี้ Vitamin ยังมีอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด เช่นนมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่, เต้าหู้, น้ำเต้าหุ้, ปลาที่มีไขมันสูงเช่นปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

      คนทั่วไปที่ทานอาหารครบหมู่และได้รับแสงแดดเป็นประจำจะไม่ขาดวิตามินดี และไม่เกิดปัญหาวิตามินดีมากเกิน  โดยปัญหา Vitamin D มากเกินไป มักเกิดจากการบริโภควิตามินดีเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่นการบริโภคน้ำมันตับปลาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

      ร่างกายของคนปกติต้องการปริมาณวิตามินดี ประมาณวันละ 600UI  และเนื่องจาก Vitamin D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันทำให้อาจสะสมในร่างกาย การบริโภค Vitamin D ในปริมาณสูงกว่าค่ามาตรฐานควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

      อาการของคนที่ได้รับวิตามินดี เกินขนาด
      • เบื่ออาหาร
      • อ่อนเพลียเหมือนคนป่วย
      • กระหายน้ำ
      • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
      • ท้องร่วงหรืออาจท้องผูก
      • ปวดในช่องท้อง
      • ปวดกล้ามเนื้อ
      • ถ้าเป็นมากอาจทำให้ตับ, ไต และปอดทำงานผิดปกติ

      ที่มา: Lifehack 

      Thursday, December 1, 2016

      วิธีป้องกันไม่ให้มดขึ้นจานอาหารของสัตว์เลี้ยง


       Image Credit: Freddie Marriage


      มดไปได้ทุกที่ถ้าได้กลิ่นอาหาร รวมถึงจานอาหารของสัตว์เลี้ยง  ปกติน้องหมาน้องแมวของเรากินอาหารที่ให้ไม่ค่อยหมดอยู่แล้ว และกลายเป็นที่มาของฝูงมด  เคล็ดลับที่นำมาฝากพวกเราวันนี้คือ
      วิธีป้องกันไม่ให้มดขึ้นจานอาหารของสัตว์เลี้ยง ครับ