Tips and How To in Everyday Life!

Tuesday, November 29, 2016

Honey Ginger Cough Drops ลูกอมแก้ระคายคอแบบ DIY



น้ำผึ้ง, และขิง ช่วยบรรเทาอาการระคายคอและอาการเจ็บคอระยะเริ่มต้นได้เป็นอย่างดี  นอกจากผสมน้ำผึ้ง,และขิง ในน้ำหรือน้ำชาอุ่นๆ เพื่อจิบบรรเทาอาการ  เรายังสามารถทำ  Honey Ginger Cough Drops - ลูกอมที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้งและขิงได้เอง


ส่วนผสมของ Honey Ginger Cough Drops ประกอบด้วย
  1. น้ำผึ้ง 1ถ้วยตวง
  2. น้ำขิงสกัด ครึ่งช้อนโต๊ะ
  3. Mint Extract  4 หยด
วิธีทำลูกอมก็เพียงเคี่ยวน้ำผี้งเติม Mint และ น้ำขิงสกัด (ซึ่งได้จากการนำขิงไปสับละเอียดและคั้นน้ำ) จนเหนียวได้ที่ ใช้ช้อนตักหยอดลงบนกระดาษห่อขนมหรือรองเค็ก เมื่อแห้งสนิทก็เก็บในขวดแก้วเพื่อใช้อมแก้ระคายคอ    สามารถเพิ่มน้ำมะนาวหรือน้ำเลมอนถ้าชอบ



ที่มา: Tastemade on Instagram

Monday, November 28, 2016

อาการและสาเหตุ โรคความดันโลหิตต่ำ หรือ Hypotension


อาการและสาเหตุ โรคความดันโลหิตต่ำ หรือ Hypotension
 Image Credit: news.feinberg.northwestern.edu


โรคความดันโลหิตต่ำ หรือ Hypotension คือความผิดปกติของระดับความดันโลหิตที่ต่ำกว่าปกติ การไหลเวียนของโลหิตช้าลง ทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน การเต้นของหัวใจผิดปกติ และสภาพร่างกายโดยรวมอ่อนแอลง

โดยปกติ ความดันโลหิตของคนทั่วไปจะอยู่ระหว่างต่ำสุด 90/60 ถึงสูงสุด 140/90  ถ้าสูงกว่าก็เข้าข่ายความดันโลหิตสูงและถ้าต่ำกว่าก็คือความดันโลหิตต่ำ  โดยการวัดความดันโลหิตก็คือการวัดค่าความแรงของโลหิตที่กระทบผนังของหลอดเลือด

ผู้ที่มีอาการความดันโลหิตต่ำเล็กน้อยส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ  แต่อาการโดยรวมก็คือ หน้ามืด วิงเวียน การเต้นของหัวใจผิดปกติ อ่อนเพลีย ซึ่งเกิดจากจำนวน Oxygen ถูกส่งไปในทุกระบบของร่างกายไม่เพียงพอ

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการความดันโลหิตต่ำเรื้อรัง มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของระดับฮอร์โมน, หัวใจ, การขาดสารอาหาร, อาการขาดน้ำ, ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด, กรรมพันธ์, ความเครียด และแม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน

วิธีปฏิบัติตัวของผู้มีอาการ โรคความดันโลหิตต่ำ หรือ Hypotension

  1. ลุกนั่งเปลี่ยนอริยาบทให้ช้าลง และอย่างระมัดระวัง
  2. ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่นกาแฟ
  3. ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีสวนผสมของ Alcohol
  4. รับประทานอาหารให้ครบหมู่ ป้องกันการขาดสารอาหาร
  5. รับประทานอาหารบ่อยครั้งแต่ปริมาณน้อยลง
  6. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  7. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  8. ระมัดระวังการใช้ยาและปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
  9. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  10. แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยจากอาการว่าจำเป็นต้องใช้ยาเพิ่มความดันโลหิตหรือไม่

ที่มา: Lifehack


Sunday, November 27, 2016

ข้อแตกต่างระหว่างเสื้อเชิ้ต Button-up และ Button-down



ระหว่างเลือกซื้อเสื้อเชิ้ต บางครั้งพนักงานขายจะถามว่าต้องการเสื้อเชิ้ต  Button-up หรือ Button-down  พวกเราอาจสงสัยว่าข้อแตกต่างระหว่างเสื้อเชิ้ต  Button-up และ Button-down อยู่ที่ไหนและมีที่มาอย่างไร?


Saturday, November 26, 2016

15 ผักผลไม้ ที่อุดมด้วย วิตามินซี (Vitamin C)



15 ผักผลไม้ ที่อุดมด้วย วิตามินซี (Vitamin C)
 Image Credit: Geo Darwin

วิตามินซี (Vitamin C) หรือ Ascorbic Acid  เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับมนุษย์   มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจนเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น



Vitamin C เป็นวิตามิน ประเภทละลายในน้ำ ส่วนที่เกินความต้องการจะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ   ร่างกายของคนทั่วไปต้องการวิตามินซีประมาณวันละ 60 mg คนที่ขาดวิตามินซีจะทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟัน

เนื่องจากวิตามินซี มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ และเป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ทำให้มีการใช้วิตามินปริมาณสูง (ประมาณ 1 พันมิลลิกรัม) เพื่อใช้ป้องกันโรคและอาการที่มีความเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ เช่นใช้ป้องกันโรคหวัด, ลดความเสี่ยงจากมะเร็งบางชนิด, ลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวหนังดูดีขึ้น ฯลฯ

เนื่องจากประเทศเรามีผักผลไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ทำให้คนที่รับประทานผักผลไม้เป็นประจำมีโอกาสขาดวิตามินซีได้น้อย  ผักผลไม้หลายๆ ชนิดมีปริมาณวิตามินซีสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ  การบริโภค ผักผลไม้ที่อุดมด้วย วิตามินซี (Vitaminc C)  อาจช่วยให้เราได้รับวิตามินซีในปริมาณที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง ผลิตภัฑณฑ์เสริมอาหาร ด้วยซ้ำไป

15 ผักผลไม้ ที่อุดมด้วย วิตามินซี (Vitamin C)  ที่พวกเราหาซื้อได้ไม่ยากประกอบด้วย 

  1. Peppers พืชในตระกูลพริก มีปริมาณ Vitamin C สูงถึง 190 มิลลิกรัมต่อถ้วยขึ้นไป (ตามแต่ชนิดของพริก)  ถ้าต้องบริโภคเป็นถ้วย Peppers ที่เหมาะก็น่าจะเป็นพริกหวาน มากกว่าพริกทั่วไป อย่างแน่นอน 
  2. Guava หรือ ฝรั่ง ผลไม้ที่มีให้บริโภคทั้งปี มี Vitamin C ถึง 377 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  3. Papaya หรือ มะละกอ  มีวิตามินซี 188 มิลลิกรัมต่อมะละกอขนาดกลางๆ 
  4. Orange หรือ ส้ม มีวิตามินซี 36 มิลลิกรัมต่อส้มลูกขนาดกลางหนึ่งลูก
  5. Kale หรือ ผักคะน้า มีวิตามินซี 80.4 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  6. Kiwi หรือ ผลกีวี มีวิตามินซี 84.36 มิลลิกรัมต่อลูก
  7. Strawberries หรือ สตรอเบอรี่ มีวิตามินซี 97.61 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  8. Grapefruit  ผลไม้คล้ายส้มโอ มีวิตามินซี 71.8 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  9. Pomelo (Chinese Grapefruit) หรือ ส้มโอ มีวิตามินซี 115.9 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  10. Broccoli หรือ ผักบรอคโคลี่  มีวิตามินซี 81.17 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  11. Tomatoes หรือ มะเขือเทศ มีวิตามินซี 28.78 มิลลิกรัมต่อผลขนาดกลาง
  12. Pineapple หรือ สัปปะรด มีวิตามินซี  78.87 มิลลิกรัมต่อถ้วย
  13. Mango หรือ มะม่วง มีวิตามินซี 57.34 มิลลิกรัมต่อผล ขนาดกลาง
  14. Brussels Sprouts หรือ กะหล่ำดาว (คล้ายๆ แขนงกะหล่ำ) มีวิตามินซีถึง 633.52 มิลลิกรัมต่อถ้วย 
  15. Cantaloupe หรือ แคนตาลูป มีวิตามินซี 20.19 มิลลิกรัมต่อชิ้นขนาด 1/8 ของผลแคนตาลูปขนาดกลาง
การบริโภคผักผลไม้นอกจากจะได้ Vitamin C แล้ว ยังได้สารอาหารอื่นๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น Beta Carotene, Flavonoids  ฯลฯ

ที่มา: Lifehack


    Friday, November 25, 2016

    Celery และ Parsley อาจแก้ปัญหา Yo Yo Effect ในผู้ลดน้ำหนัก




    Yo Yo Effect เป็นอาการที่เกิดกับผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหารแต่กลับมาอ้วนอีกครั้งทั้งที่เพิ่ง ลดน้ำหนักได้ไม่นาน นักวิทยาศาสตร์พบว่า Celery หรือขึ้นช่ายฝรั่ง และ Parsley ผักชีชนิดหนึ่ง อาจแก้ปัญหา Yo Yo Effect ในผู้ลดน้ำหนัก


    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาการ Yo Yo Effect ที่เกิดกับผู้ควบคุมน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหาร เป็นเพราะระบบในร่างกายเร่งสะสมไขมันโดยอัตโนมัติเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามอดอยาก หลังผ่านการลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหารอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งและกลับมารับประทานในปริมาณปกติอีกครั้ง


    นักวิทยาศาสตร์อิสราเอลศึกษาวิจัยหนูซึ่งผ่านการลดน้ำหนักและกลับมาอ้วนกว่าเดิมด้วยสาเหตุ Yo Yo Effect  หลังเริ่มรับประทานอาหารที่มีไขมันอีกครั้ง พบว่าสาร Flavonoid สองชนิดคือ Apigenin และ Naringenin ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารย่อยสลายไขมันได้ดีขึ้น ในลำไส้ของหนูลดลงเนื่องจากแบคทีเรียบางชนิด
     

    เมื่อหนูทดลองได้รับของเหลวที่มีส่วนประกอบของสาร Flavonoids ประเภท Apigenin  ในปริมาณสูงพบว่าปัญหา Yo Yo Effect ลดลง 
    Flavonoids ประเภท Apigenin พบมากใน Celery, Parsley, และ Chamomile Tea ส่วน Flavonoids ประเภท Naringenin พบมากใน มะเขือเทศ, ส้ม และ Grapefruit


    อย่างไรก็ตาม Eran Segal  ผู้ร่วมริเริ่มโครงการวิจัยนี้บอกว่ายังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก กว่าจะยืนยันว่าได้ผลเช่นเดียวกันในมนุษย์


    ที่มา:  Live 24 News




    Wednesday, November 23, 2016

    สาร Carotenoids ในผักผลไม้ เช่น แครอท อาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม


    Carotenoids ในผักผลไม้ เช่น แครอท
     Image Credit: Harshal Hirve

    เป็นที่ทราบกันมานานแล้ว่าผักผลไม้ทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย ล่าสุดผลการวิจัยพบว่า สาร Carotenoids ในผักผลไม้ เช่น แครอท อาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม

    ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย  Georgia พบว่าผักผลไม้ที่มีสีสดใสซึ่งเกิดจากสาร Carotenoids เช่นแครอท, คะน้า, มันเทศ อาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

    งานวิจัยครั้งนี้ใช้ผู้สูงอายุระหว่าง 65 ปี ถึง 86 ปี  โดยให้อาสาสมัครจับคู่คำหรือเรียงคำศัพท์ (Word Pairings) และพบว่าอาสาสมัครที่มีสาร Lutein และ Zeaxanthin  (เป็นสารในกลุ่ม Carotenoids) ในร่างกายระดับสูงสามารถจับคู่เรียงคำศัพท์โดยสมองไม่ต้องทำงานหนักเท่าผู้มีสารนี้ในร่างกายระดับต่ำ

    Cutter Lindbergh หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า เมื่อเราย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ สมองเริ่มเสื่อมสภาพลง ความสามารถในการจดจำคำศัพท์ลดลง เมื่อต้องจับคู่เรียงคำศัพท์สมองหาวิธีชดเชยความเสื่อมนี้ด้วยการใช้พลังสมองส่วนอื่นมาร่วมทำงานด้วย แต่ Lutein และ Zeaxanthin ช่วยให้การทำงานสมองส่วนความจำทำงานได้ดีขึ้น โดยร่างกายผู้สูงอายุไม่ต้องดึงพลังงานสมองส่วนอื่นมาใช้

    งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร  Journal of the International Neuropsychological Society

    สาร Carotenoids  มีอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีสดใส เช่นแครอท, มะเขือเทศ, ผักใบเขียว ฯลฯ  Carotenoids  เป็นสาร Anti Oxidant (ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ) ร่างกายเราไม่สามารถสังเคราะห์เองได้  ประโยชน์ของ Carotenoids มีมากมาย เช่นป้องกันความเสื่อมของเซลล์, ชลอความแก่, ป้องกันการเกิดมะเร็งบางชนิด  ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบสาร Carotenoids กว่า 600 ชนิด ที่รู้จักกันดีได้แก่ Beta-carotene, Alpha-carotene, Lutein, Zeaxanthin, Lycopene, และ Astaxanthin


    ที่มา: Prima และ  Global Healing Center


    Tuesday, November 22, 2016

    ผมร่วงมากกว่าปกติหรือไม่ เช็คอย่างไร?


     Image Credit: Alex Suprun

    เส้นผมบนศีรษะมีการหลุดร่วงอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับเส้นผมใหม่ที่งอกขึ้นทดแทน  แต่ทุกคนจะเป็นกังวลว่าผมร่วงมากกว่าปกติ เมื่อพบว่ามีเศษผมติดตะแกรงห้องน้ำหรือบนปลอกหมอนมากผิดปติ  เราสามารถทดสอบด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ว่าผมร่วงมากกว่าปกติหรือไม่


    จากการศึกษาโดยแพทย์พบว่าเส้นผมของคนทั่วไปจะหลุดร่วงประมาณวันละ 50 ถึง 100 เส้น และมีเส้นผมใหม่งอกขึ้นมาทดแทน  แต่เมื่ออายุมากขึ้นจำนวนการหลุดร่วงของเส้นผมจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เป็นสาเหตุของผู้สูงอายุที่จะมีผมบางกว่าคนหนุ่มสาว

    อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าผมร่วงมากกว่าปกติ สามารถทดสอบง่ายๆ โดยไม่ต้องตามนับจำนวนเส้นผมที่ร่วงในแต่ละวันว่าเกิน 100 เส้นหรือไม่ ดังนี้

    วิธีที่ 1 ทดสอบด้วยการดึง (Pull Test)  Dr. James C. Marotta อธิบายการทดสอบวิธีนี้ไว้ว่า ให้เสยผมด้วยนิ้วมือไล่จากโคนผมไปถึงปลายผมโดยมีเส้นผมประมาณ 60 เส้นอยู่ระหว่างนิ้ว ถ้าผมร่วงติดนิ้ว 5 ถึง 8 เส้นถือว่าปกติ แต่ถ้าเส้นผมติดนิ้ว 15 ถึง 20 เส้น แสดงว่าผมร่วงมากกว่าปกติ

    วิธีที่ 2 ทดสอบด้วยการหวี (Comb Test)  ก่อนสระผม ให้หวีผมจากด้านบนศีรษะมาที่ด้านหน้า ประมาณ 1 นาที ถ้าร่วงไม่เกิน 10 เส้นถือว่าปกติ

    อาการผมร่วงเป็นเรื่องปกติที่พบได้กับทุกเพศทุกวัย การทดสอบเป็นเพียงการสังเกตอาการขั้นต้นเท่านั้น Vikas Sharma, MD, แพทย์ผิวหนังและเส้นผม แนะนำว่าไม่ควรกังวลกับจำนวนเส้นผมที่ร่วงแต่ควรสังเกตว่าจำนวนเส้นผมที่ร่วงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าร่วงมากจนเป็นกังวลก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

    ที่มา:  Lifehacker



    Sunday, November 20, 2016

    Prostatitis - ต่อมลูกหมากอักเสบ เรื่องน่ารู้สำหรับชายทุกคน


    Prostate หรือต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะทีมีเฉพาะในเพศชาย อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและโอบหุ้มท่อปัสสาวะส่วนต้นไว้  หน้าที่ของต่อมลูกหมากคือการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงเชื้ออสุจิ
    ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือ Prostatitis เกิดขึ้นได้กับชายทุกคน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันยังไม่พบว่าอาการต่อมลูกหมากอักเสบเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก



    ต่อมลูกหมากอักเสบเกิดขึ้นได้กับชายเจริญพันธ์ทุกวัย จากข้อมูลของ National Institutes of Health พบว่าประมาณ 25% ของชายอเมริกันที่มาพบแพทย์ด้วยปัญหาทางเดินปัสสาวะเกิดจากต่อมลูกหมากอักเสบ


    ประเภทของต่อมลูกหมากอักเสบ

    1. Acute bacterial prostatitis หรือต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ต่อมลูกหมากอักเสบชนิดนี้พบได้น้อยที่สุดแต่เป็นชนิดที่มักมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเชิงกรานและระบบอวัยวะสืบพันธ์ เช่น หัวหน่าว อวัยวะเพศ ฝีเย็บ มีไข้สูงและหนาวสั่น ปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ  อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบปัสสาวะ, และอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง

    2. Chronic bacterial prostatitis หรือต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเคยติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะแล้วเล็ดลอดไปถึงต่อมลูกหมาก อาการคล้ายคลึงกับต่อมลูกหมากอักเสบแบบเฉียบพลันแต่ไม่รุนแรงเท่า  การวินิจฉัยโรคทำได้ยากเนื่องจากบางครั้งไม่พบเชื้อแบคทีเรีย

    3. Chronic nonbacterial prostatitis หรือต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต่อมลูกหมากอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุด ถึงประมาณ 90% ของอาการต่อมลูกหมากอักเสบโดยรวม  ตรวจไม่พบเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ และไม่เคยติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมาก่อน



    สาเหตุของต่อมลูกหมากอักเสบ

    อาการต่อมลูกหมากอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ยังไม่ชัดเจน คาดว่าแบคทีเรียอาจเล็ดลอดไปถึงต่อมลูกหมากจากปัสสาวะไหลย้อนหรือจากช่องทวารหนัก

    อย่างไรก็ตามมีเงื่อนไขหลายๆ อย่างที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดต่อมลูกหมากอักเสบ ได้แก่
    • เพิ่งได้รับการสวนปัสสาวะ ด้วยเครื่องมือแพทย์
    • มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
    • มีระบบทางเดินปัสสาวะที่ผิดปกติ
    • เพิ่งมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
    • มีอาการต่อมลูกหมากโต

    อาการโดยรวมของต่อมลูกหมากอักเสบ
    • ปวดปัสสาวะบ่อยๆ 
    • ปัสสาวะขัด
    • ปวดหรือแสบร้อนระหว่างปัสสาวะ
    • มีไข้และหนาวสั่น
    • ปวดช่องท้องด้านล่าง,  รอบ ๆ ทวารหนัก, บริเวณขาหนีบ หรืออาจปวดหลัง
    • อาจมีเลือดปนในปัสสาวะ หรืออาการปวดเมื่อหลั่งน้ำอสุจิ

    ต่อมลูกหมากอักเสบไม่ใช่โรคติดต่อ และต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังแสดงอาการไม่เท่ากันในผู้ป่วย ผู้ที่อาการผิดปกติควรพบแพทย์และทำการรักษาทันทีที่มีอาการ

    ที่มา: WebMD
    Image Credit: Wikimedia


    Saturday, November 19, 2016

    7 วิธีห่อเกี๊ยวให้ดูน่ากิน



    อาหารมื้อกลางวันที่ไม่หนักท้องจนเกินไปก็คือเกี๊ยว ไม่ว่าจะเป็นเกี๊ยวน้ำหรือเกี๊ยวแห้ง  แต่ทันทีที่เพิ่มบะหมี่ มื้อกลางวันมื้อนั้นก็จะกลายเป็นมือหนักในทันที  ถึงเกี๊ยวจะเป็นอาหารยอดนิยมอย่างหนึ่งของเรา  แต่คนส่วนใหญ่จะห่อเกี๊ยวด้วยวิธีตักหมูสับใส่แผ่นเกี๊ยวแล้วบีบให้แน่น

    Clip ที่นำมาฝากพวกเราวันนี้ เป็นวิธีห่อเกี๊ยว 7 แบบให้ดูน่ากินมากขึ้น  ใครที่กำลังจะห่อเกี๊ยวไว้ทำอาหารทานเอง ลองทำตาม Clip ได้เลยไม่ยากครับ ที่บ้านผมจะใช้การห่อแบบวิธีที่ 4 เวลาสุกจะดูสวยกว่าแบบอื่นครับ แต่จะหลุดง่ายถ้าแตะน้ำไม่มากพอ

    ชม Clip ครับ


    Thursday, November 17, 2016

    9 วิธีปฎิบัติตัวให้ห่างไกล โรคหัวใจ - Prevent Heart Disease


     Image Credit: Wikimedia


    ข้อมูลที่เปิดเผยโดย American Heart Association พบว่า โรคหัวใจ เป็นโรคที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากเป็นอันดับต้นๆ มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจทั่วโลกประมาณ 17.3 ล้านคนต่อปี และด้วยสภาพสิ่งแวดล้อม, อาหาร, และการใช้ชีวิต ทำให้ โรคหัวใจ ไม่ได้จำกัด เพศ, วัย, และเชื้อชาติอีกต่อไป


    อย่างไรก็ตามเราอาจลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ ด้วย 9 วิธีปฎิบัติตัวให้ห่างไกล โรคหัวใจ ดังนี้

    1. งดสูบบุหรี่และอยู่ให้ไกลจากควันบุหรี่ บุหรี่และควันจากบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายชนิด รวมถึงโรคหัวใจ ผลการวิจัยพบว่าบุหรึ่เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง การศึกษาพบว่าเมื่อเลิกบุหรี่และอยู่ไกลจากควันบุหรี่จะลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองภายในไม่กี่ปี
    2. ควบคุมความดันโลหิต   ภาวะความดันโลหิตสูงเปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกประมาณ 1 พันล้านคน และมักถูกละเลยจากคนทั่วไปเนื่องจากในเบื้องต้นมักไม่มีอาการ  ความดันโลหิตสูงทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการวัดความดันโลหิตตามกำหนดเวลา และถ้ามีอาการต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง
    3.  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อาหารที่มีประโยชน์ช่วยรักษาระดับ Cholesterol และระดับความดันโลหิตให้อยู่ในสภาวะปกติ  อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำได้แก่ ผ้ก, ผลไม้, ข้าวกล้อง, ข้าวซ้อมมือ, ถั่ว, เนื้อปลา, เนื้อสัตว์ไม่ติดหนังและไม่ติดมัน  อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่อาหารที่มีไขมันประเภท Saturated fats, Trans fats, หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณ Sodium สูง เช่น เกลือ
    4. ออกกำลังกายเป็นประจำ  การใช้ชีวิตในปัจจุบันซึ่งคนเราอยู่กับที่มากขึ้น เป็นหนึ่งในความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ใหญ่ทั่วไปควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง 30 นาที  หรือออกกำลังกายเบาๆ รวมถึงการยืดขยายกล้ามเนื้อทุกวันประมาณวันละ 30 นาที
    5. ควบคุมระดับ Cholesterol   ปกติระดับ Cholesterol จะอยู่ในภาวะปกติถ้ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างเพียงพอ แต่เราควรได้รับการตรวจวัดระดับ Cholesterol ทั้ง HDL (Cholesterol ชนิดดี)  และ LDL (Cholesterol ชนิดเลว) เป็นประจำ แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรรับประทานยาเพื่อควบคุมหรือไม่
    6. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป  น้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคอ้วน และมีผลต่อสุขภาพหลายๆ ด้านเช่น โรคเบาหวาน, โรคทางเดินหายใจ, ภาวะการนอนหลับผิดปกติ, โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ   วิธีควบคุมน้ำหนักตัวอย่างง่ายๆ คือการสังเกตุจากค่า Body Mass Index ซึ่งไม่ควรต่ำกว่า 18.5 และไม่ควรสูงกว่า  25
    7. ควบคุมการบริโภคน้ำตาล  การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน และจากสถิติพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าคนปกติ 2 ถึง 4 เท่า ผู้ใหญ่ควรได้รับการตรวจสุขภาพเพื่อหาค่าน้ำตาลเป็นประจำเพื่อป้องกันและควบคุมให้อยู่ในภาวะปกติ
    8. ควบคุมความเครียด สภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันทำให้ความเครียดเกิดขึ้นได้กับทุกคน ความเครียดเป็นสาเหตุของโรคนอนไม่หลับ, ความดันโลหิตสูง, การเต้นของหัวใจผิดปกติ ซึ่งล้วนส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ  วิธีควบคุมความเครียดทำได้ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ, การทำสมาธิ, การกำหนดลมหายใจ ฯลฯ และปรึกษาแพทย์ถ้าไม่ดีขึ้นหรือเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
    9. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่เพียงพอทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีและมีปัญหาการนอนกรนเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจว่าการนอนกรนมีความสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจบางขณะระหว่างการนอนหรือไม่ โรคนี้มีผลร้ายต่อสุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง, และโรคหัวใจ
    ที่มา:  Dumb Little Man

      ทำอย่างไรถ้าหมากฝรั่งติดเส้นผม



      หมากฝรั่งติดเส้นผมเป็นปัญหาที่หลายๆ คนเคยเจอกับตัวเอง  วิธีแก้ไขมีหลายวิธี ส่วนใหญ่จะใช้สารหรือวัสดุชนิดใดก็ได้ที่มีคุณสมบัติเป็นสารหล่อลื่นที่ดี เช่นน้ำมัน, เนย, ฯลฯ

      Clip จาก Clean My Space แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าว ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ เทลงที่หมากฝรั่งและเส้นผมบริเวณนั้นให้ทั่ว จากนั้นดึงหมากฝรั่งออกจากเส้นผมและรูดเศษหมากฝรั่งตกค้างจากเส้นผมให้หมด วิธีนี้นอกจากกำจัดหมากฝรั่งแล้วน้ำมันมะพร้าวยังช่วยถนอมเส้นผมอีกด้วย

      Clip นี้ยังแนะนำเคล็ดลับเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหลายๆ วิธี เช่นใช้ถนอมผิว, ใช้ทำความสะอาด, ใช้ลอกกาวจาก Sticker ฯลฯ

      ชม Clip ครับ


      Monday, November 14, 2016

      แก้วกาแฟที่ทำงาน จำเป็นต้องล้างทุกวันหรือเปล่า?


       Image Credit: Annie Spratt


      พนักงาน Office ส่วนใหญ่จะมีแก้วน้ำหรือแก้วกาแฟของตนเอง และงานประจำอย่างหนึ่งก็คือการล้างแก้วทุกเช้า  ข้อมูลนี้คงถูกใจทุกคนที่เบื่อการล้างแก้วกาแฟ เพราะ Wall Street Journal บอกว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น!


      Sunday, November 13, 2016

      ลักษณะรูปร่างอุจจาระกับสุขภาพ พร้อมภาพจำลอง



       Image Credit: Wikimedia

      อุจจาระคือเศษหรือส่วนเหลือของอาหารที่เราบริโภคและถูกขับออกจากร่างกายผ่านทวารหนัก  ลักษณะและรูปร่างอุจจาระบ่งบอกถึงสุขภาพทางเดินอาหารและระบบย่อยสลายของเสียภายในลำไส้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีหรือมีปัญหา


      ลักษณะรูปร่างอุจจาระยังสามารถบอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับทางเดินอาหาร เช่นการติดเชื้อ, มะเร็ง ฯลฯ


      ภาพจำลองด้านล่างคือ ลักษณะรูปร่างอุจจาระ บางแบบซึ่งอาจบอกถึงสุขภาพทางเดินอาหารของเรา

      1. Nut Hard Lumps  หรืออุจจาระเป็นเม็ดแข็งคล้ายกระสุน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร  ทำให้เกิดอาการเจ็บระหว่างการขับถ่าย บางครั้งอาจมีเลือดออก  มักบ่งบอกถึงความไม่สมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ และการปรับตัวที่ผิดปกติของระบบขับถ่าย อุจจาระลักษณะนี้อาจเกิดจากยาบางชนิด เช่นยาปฏิชีวนะ รวมถึงอาจเกิดจากการควบคุมอาหารด้วยวิธี Low-Carb (คาร์โบไฮเดรตต่ำ) และขาดไฟเบอร์


      วิธีแก้ไขเบื้องต้น
      1. เพิ่มการบริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
      2. อาหารทุกมื้อควรมี ผัก, ผลไม้, ถั่ว เป็นส่วนประกอบสำคัญ
      3. ควบคุมปริมาณประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมให้เหมาะสม รวมถึงควบคุมการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จ
      4. ดื่มน้ำมากๆ
      5. ถ้าไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

      2. Sausage Hard Lumps อุจจาระลักษณะนี้คือการจับตัวเป็นก้อนของอุจจาระประเภท Nut Hard Lumps ที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายสัปดาห์ เป็นอาการของคนเป็นโรคท้องผูก  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร  อุจจาระลักษณะนี้อาจทำให้เกิดแผลในลำไส้ใหญ่และการฉีกขาดของทวารหนัก ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบติดเชื้อ รวมถึงริดสีดวงทวารหนัก  สาเหตุที่ทำให้เกิดอุจจาระแบบนี้มักมาจากท้องผูกเฉียบพลัน การกลั้นอุจจาระ และการขับถ่ายไม่เป็นเวลา 


      วิธีแก้ไขเบื้องต้น
      1. บริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของผักผลไม้ทุกมื้อ
      2. ห้ามกลั้นอุจจาระ เข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด
      3. ดื่มน้ำมากๆ
      4. รับประทานอาหารให้เป็นเวลาอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง
      5. ออกกำลังกายเป็นประจำ
      6. ปรึกษาแพทย์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น


      3. Surface Cracked, Sausage-shaped  อุจจาระลักษณะนี้มีที่มาแบบเดียวกับ Sausage Hard Lumps แต่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์  เป็นอาการของโรคท้องผูกแฝงเร้น  (Latent Constipation) เส้นผ่าศูนย์กลางของอุจจาระประมาณ 2 - 3.5 เซนติเมตร ไม่ค่อยทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบขับถ่าย


      วิธีแก้ไขเบื้องต้น
      1. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และครบทุกมื้อ
      2. ออกกำลังกายเป็นประจำ 


      4. Smooth, Soft and Snake-like อุจจาระลักษณะนี้คืออุจจาระปกติของผู้ที่ขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน อุจจาระมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร นุ่มและเป็นเส้นยาว  เส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นบ่งบอกถึงระยะเวลาที่อุจจาระอยู่ในลำไส้นานกว่าปกติ รวมถึงการบริโภคไฟเบอร์มากขึ้น




      5.  Clear-cut Soft Blobs อุจจาระลักษณะนี้ จะเป็นท่อนสั้นๆ ไม่แข็งและขับถ่ายได้ง่าย เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร  เป็นลักษณะอุจจาระของคนที่ถ่ายบ่อยครั้งต่อวันเป็นกิจวัตร เช่นคนที่ขับถ่ายหลังมื้ออาหารทุกมื้อ






      6. Ragged, Fluffy and Mushy  อุจจาระลักษณะเหลว  มักเกิดจากการทำงานของลำไส้ที่ Hyperactive เกินไป, อาหารรสจัดเกินไป, เครื่องดื่มที่มีแร่ธาตุปริมาณสูงเกินไป, บางครั้งก็เกิดจากความเครียดในระดับสูง, และอาจเกิดจากระดับ Potassium สูงเกินไป



      วิธีแก้ไขเบื้องต้น
      1. หลีกเลี่ยงอาหารสดจัด
      2. รับประทานอาหารให้ช้าลง
      3. รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์
      4. ปรึกษาแพทย์ถ้าไม่ดีขึ้น


      7. Watery  อุจจาระเหลวไม่มีกากหรือเป็นน้ำ ถ้าไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อุจจาระลักษณะนี้อาจเกิดกับผู้มีอาการท้องผูกเป็นเวลานาน  รวมถึงพบได้ในเด็ก, คนสูงอายุ และผู้มีปัญหาในการเคลื่อนไหว


      วิธีแก้ไขเบื้องต้น
      1. รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
      2. ออกกำลังกายเป็นประจำ
      3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
      4. พบแพทย์ถ้าไม่ดีขึ้น


      การหมั่นสังเกตพฤติกรรมการขับถ่ายเป็นประจำเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่ควรละเลย  โดยให้ความใส่ใจในเรื่องต่อไปนี้
      • ความถี่ในการขับถ่าย
      • ระยะเวลาในการขับถ่าย
      • รูปร่างของอุจจาระ
      • ลักษณะของอุจจาระ เช่นสี, รูปทรง ฯลฯ

      ส่วนใหญ่วิธีป้องกันอาการผิดปกติของระบบขับถ่าย ก็เพียง ดื่มน้ำมากๆ, รับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง, ออกกำลังกาย และขับถ่ายให้เป็นเวลา  แต่ที่สำคัญที่สุดคือถ้าอาการผิดปกติไม่ดีขึ้นต้องปรึกษาแพทย์ครับ


      ที่มา:  Lifehack

      Saturday, November 12, 2016

      วิธีเปิดฝาอาหารกระป๋อง โดยไม่ต้องใช้ที่เปิดฝา



      ฝาอาหารกระป๋องปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีหูสำหรับให้ดึงเพื่อเปิดฝาได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยที่เปิด  ทำให้หลายๆ บ้านไม่มีที่เปิดฝากระป่องติดบ้านแล้ว  ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีถ้าบังเอิญอาหารกระป๋องที่เราซื้อมาไม่มีหูสำหรับให้ดึงเปิดฝากระป๋อง

      เคล็ดลับที่นำมาฝากพวกเราวันนี้ เป็นการดัดแปลงเครื่องครัวให้เป็นที่เปิดฝาอาหารกระป๋องอย่างง่ายๆ ด้วยการใช้ช้อน Stainless ซึ่งต้องเป็นช้อนที่คุณภาพดีหน่อยและมีความแข็งแรงพอประมาณ ที่ต้องระวังคือมืออาจโดนบาดด้วยฝากระป๋อง ครับ

      ก่อนหน้านี้ผมเคยแนะนำ การเปิดฝาอาหารกระป๋องด้วยหิน ซึ่งได้ผลเช่นกัน ข้อดีก็คือไม่ต้องกลัวโดนบาดมือแต่ข้อเสียคือเลอะเทอะ  คงต้องเลือกวิธีที่ถูกใจและเหมาะกับเราที่สุดครับ

      ชม Clip - How to Open a Can in an Emergency ครับ


      Friday, November 11, 2016

      สาเหตุของขอบตาดำคล้ำหรือตาหมีแพนด้า และวิธีป้องกัน




      ขอบตาดำคล้ำ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าตาหมีแพนด้า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ขอบตาดำคล้ำเกิดจากหลายสาเหตุ   อ่านวิธีป้องกันและบรรเทาอาการตาดำคล้ำ


      ขอบตาดำคล้ำ เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่เลือกเพศชายหรือหญิง ที่น่าแปลกคือบางคนมีอาการตาดำคล้ำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป  สาเหตุที่ผิวหนังบริเวณขอบตาดำคล้ำเนื่องจาก

      1. ผิวหนังบริเวณใต้ตาบางและมีไขมันปกคลุมน้อยกว่า ทำให้สามารถมองเห็นเส้นโลหิตฝอยได้ชัดเจนกว่าผิวหนังส่วนอื่น
      2. กรรมพันธ์ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับขอบตาดำคล้ำด้วยเช่นกัน โดยเป็นตัวกำหนดจำนวนเม็ดสีหรือ Melanin ของผิวหนังบริเวณนี้ ทำให้บางคนมีปัญหาขอบตาดำคล้ำเกิดขึ้นได้ง่าย   
      3. อายุเป็นอีกสาเหตุสำคัญของขอบตาดำคล้ำ วัยที่เพิ่มขึ้นทำให้การสร้าง Cell ผิวหนังลดลง  ผิวหนังใต้ตายังจะยิ่งบางลงทำให้ขอบตาดำคล้ำยิ่งขึ้น

      ถึงเราจะไม่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดขอบตาดำคล้ำได้ 100% แต่ก็มีวิธีป้องกันและบรรเทาอาการดังนี้
      1. การพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด  การอดนอนและความเครียดจะเร่งให้ร่างกายเร่งสร้าง Cortisol เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว เกิดการบีบรัดของเส้นโลหิตในร่างกายส่งผลให้เส้นโลหิตฝอยบริเวณใต้ตาโป่งพองและทำให้ขอบตาดูดำคล้ำขึ้น  
      2. โรคภูมิแพ้ (Allergies) ทำให้ขอบตาดำคล้ำขึ้นเช่นกัน อาการภูมิแพ้จะทำให้ร่างกายปล่อยสาร Histamine  ซึ่งทำให้หลอดเลือดขยานตัว ทำให้ขอบตาดำคล้ำเช่นกัน  ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ซึ่งจะทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำลดลง
      3. รังสี Ultra Violet ในแสงแดด จะทำอันตรายเซลล์ผิวหนังใต้ตาซึ่งบอบบางเป็นพิเศษอยู่แล้ว ทำให้มองเห็นเส้นโลหิตใต้ตาได้เด่นชัดขึ้น  วิธีป้องกันคือการใช้ครึมกันแดด หรือ Sunscreen Lotion
      4. ผู้มีปัญหาโพรงจมูกอักเสบต้องปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาการไซนัสอักเสบส่งผลให้ขอบตาดำคล้ำเช่นกัน  
      5. งดสูบบุหรี่  บุหรึ่ไม่ได้เพียงทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงจากถุงลมโป่งพองและมะเร็งเท่านั้น ควันบุหรี่ยังทำอันตรายเซลล์ผิวหนังใต้ตาโดยตรง  

      ที่มา: Lifehacker



      Sunday, November 6, 2016

      เคล็ดลับทำความสะอาดมู่ลี่ - How To Clean Window Blinds



      การทำความสะอาดมุ้งลวดและมู่ลี่ เป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับทุกคน  เพราะเต็มไปด้วยฝุน โดยเฉพาะมู่ลี่จะทำความสะอาดได้ยากกว่าเนื่องจากถอดประกอบยากกว่าและไม่ได้เป็นชิ้นเดียวแบบมุ้งลวด  เคล็ดลับที่นำมาฝากพวกเราวันนี้คือการทำควารมสะอาดมู่ลี่ ง่ายกว่าและเร็วกว่าเดิมครับ


      Saturday, November 5, 2016

      โภชนาการสำหรับคนต้องการมีบุตร - Tips to Boost Fertility


      Tips to Boost Fertility
       Image Credit:Carissa Gan


      ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งแรกหรือครั้งต่อๆ ไป โภชนาการมีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสมีบุตรให้มากขึ้น  Henrietta Norton นักโภชนาการบำบัดเพื่อการตั้งครรภ์ แนะนำเคล็ดลับทางโภชนาการไว้หลายๆ อย่างดังนี้


      การปรับปรุงโภชนาการให้มีคุณภาพมากขึ้นควรทำล่วงหน้าก่อนแผนการมีบุตรอย่างน้อย 3 เดือน จากผลการศึกษาพบว่าการปรับปรุงโภชนาการช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ถึง 80% นอกจากนี้ยังพบว่ามีส่วนช่วยให้ทารกที่จะเกิดมามีสุขภาพแข็งแรง ลดโอกาสเกิดโรคหอบหืดและภูมิแพ้ รวมถึงโรคเบาหวาน

      Henrietta Norton แนะนำว่าการปรับปรุง โภชนาการสำหรับคนต้องการมีบุตร  ควรทำควบคู่กันทั้งสามีและภรรยาเนื่องจากทั้งชายและหญิงล้วนมีโอกาสเป็นคนมีบุตรยาก

      โภชนาการสำหรับคนต้องการมีบุตร - Tips to Boost Fertility


      1. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบทุกมื้อ เนื่องจากโปรตีนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างฮอร์โมนและสร้างเซลล์  โปรตีนที่เหมาะสำหรับคนต้องการมีบุตรอยู่ในเนื้อสัตว์และพืชตระกูลถั่ว เช่น เนื้อไก่, ไข่, โยเกิร์ต, เนื้อปลา, ถั่ว ฯลฯ

      2. อาหารทุกมื้อควรมีส่วนประกอบของไขมันดี  เช่นเดียวกับโปรตีนเพราะไขมันมีส่วนสนับสนุนการสร้างฮอร์โมนและเซลล์ ไขมันดีที่มีประโยชน์สำหรับคนต้องการมีบุตร ก็คือไขมันที่อยู่พืชตระกูลถั่ว, ในผลไม้บางชนิดเช่น Avoca และไขมันที่อยู่ในปลา

      3. รับประทานข้าวที่ไม่ขัดสี  (Whole Foods)  การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นอีกหนทางสู่โภชนาการที่ดี  ควรเลือกรับประทานข้าวที่ไม่ผ่านกรรมวิธี เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวแดง, ข้าวซ้อมมือ, รวมถึงข้าว Whole Foods ประเภทอื่นๆ เช่น ข้าวสาลี, ข้าว rye และข้าว oats  สิ่งที่เราจะได้จาก Whole Foods ก็คือ Vitamin B ทุกตัว, แร่ธาตหลายๆ ชนิดเช่น Manganese, Chromium และสังกะสี

      4.  รับประทานผักผลไม้ที่มีสีสันเป็นประจำ  สีฉูดฉาดของผักผลไม้บางชนิด มักจะมาจากสาร Antioxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ) เช่นสาร Beta-carotene ในแครอท ฯลฯ รวมถึงการปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศซึ่งมีประโยชน์เช่น ขมิ้น, ขิง ฯลฯ


      5.  รับประทานผักใบเขียวทุกวัน  ผักใบเขียวส่วนใหญ่มี Folate ซึ่งเป็นสารสำคัญสำหรับคนกำลังตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมี Fiber ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกซึ่งเป็นสาเหตุความไม่สมดุลย์ของระดับฮอร์โมนในร่างกาย วิธีประกอบอาหารชนิดนี้ที่ดีที่สุดคือการนึ่งเพื่อรักษาคุณภาพของสารอาหารไว้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่ในซุปหรือน้ำแกง, ปั่นเป็นน้ำผักหรือ Smoothie

      6. รับประทานอาหารอย่างมีระเบียบ ไม่ทานเร็วหรือช้าเกินไป การรับประทานอาหารเร็วเกินไปทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไม่ทัน ในขณะที่รับประทานอาหารช้าเกินไปอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม

      7.รับประทานอาหารให้เหมาะกับฤดูกาล  ผักผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลของมันจะมีสารอาหารมากกว่า (และถูกกว่า) รับประทานอาหารให้เหมาะกับฤดูกาลยังรวมถึงการเลือกรับประทานอาหารอุ่นๆ หรือค่อนข้างร้อนในฤดูหนาว และอาหารที่ให้ความสดชื่นในฤดูร้อน

      8.  Supplements & Vitamins หรืออาหารเสริมและวิตามิน อาจช่วยเสริม โภชนาการสำหรับคนต้องการมีบุตร แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

      ความจริงแล้ววิธีรับประทานแบบ Healthy Eating ไม่ได้เหมาะสำหรับคนต้องการมีบุตรเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยที่ต้องการมีสุขภาพแข็งแรง

      ที่มา: Healthista





      Thursday, November 3, 2016

      แต่งกายอย่างไรในวันสัมภาษณ์งาน?




      การแต่งกายที่เหมาะสมในวันสัมภาษณ์งาน เป็นการสร้างความประทับใจครั้งแรกและช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการคัดเลือก  ก่อนหน้านี้วิธีแต่งกายเพื่อสัมภาษณ์งานจะเน้นไปที่ความเป็นทางการ แต่ด้วยสภาพสังคมและลักษณะงานรูปแบบใหม่ๆ ทำให้การแต่งกายในวันสัมภาษณ์งานไม่เคร่งครัดเหมือนในอดีต



      Lifehacker แนะนำวิธีแต่งกายเพื่อสัมภาษณ์ว่าควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะงาน ดังนี้